วิกกฤตมหาอุทกภัย 9 จว.ภาคใต้ ทำประชาชนเดือดร้อนกว่า 1 ล้านครัวเรือน ยอดตายพุ่งนับร้อยราย เศรษฐกิจเสียหาย 25,000 ล้าน หรือวันละ 1,000 ล้านบาท ซีเกมส์ต้องย้ายสถานที่จัดการแข่งขัน กระทบโรงงานอุตสาหกรรม 715 แห่ง รวมมูลค่าความเสียหาย 1,282 ล้าน ขณะที่ท่องเที่ยวสงขลาสูญรายได้ไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้าน และส่งผลให้นักท่องเที่ยวมาเลย์หดหาย 7-18% ด้าน “เลขาแอตต้า” เผย เร่งลงพื้นที่สร้างความเชื่อมั่น จัด Business Matching เชื่อตรุษจีนปีหน้าท่องเที่ยวใต้กลับมาคึกคัก
เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้นับเป็นวิกฤตมหาอุทกภัยครั้งใหญ่ในรอบ 25 ปี ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ได้แก่ สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ตรัง พัทลุง สตูล สงขลา ปัตตานี ยะลา นราธิวาส จึงส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง แม้ขณะนี้บางพื้นที่น้ำจะเริ่มลดลงแล้วแต่ความเสียหายยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง
โดยผลกระทบจากมหาอุทกภัยได้ก่อให้เกิดความสูญเสียในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน
ความเสียหายต่อภาคเศรษฐกิจ ต่อภาคอุตสาหกรรม และภาคการท่องเที่ยว
สำหรับผลกระทบต่อชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชนนั้น ข้อมูลจากกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย(ปภ.) ณ วันที่ 27 พ.ย.2568 ได้สรุปสถานการณ์อุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ทั้ง 9 จังหวัดดังกล่าว ว่า ความเสียหายกินพื้นที่ 105 อำเภอ 708 ตำบล 5,243 หมู่บ้าน ประชาชนได้รับผลกระทบ 1,078,617 ครัวเรือน 2,953,206 คน ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากการบูรณาการข้อมูลพบว่า ทั้ง 9 จังหวัดมีผู้เสียชีวิตรวมนับร้อยคน โดยเฉพาะในจังหวัดสงขลามีผู้เสียชีวิตไม่ต่ำกว่า 55 คน ส่วนปริมาณน้ำนั้น จ.สงขลา พัทลุง และสุราษฎร์ธานี ระดับน้ำเริ่มลดลง ขณะที่ จ.นครศรีธรรมราช ตรัง สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ระดับน้ำกลับเพิ่มขึ้น อีกทั้งในภาพรวมสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ภาคใต้ยังคงมีอยู่เนื่องจากมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือมีกำลังแรงขึ้น
ส่วนความเสียหายด้านเศรษฐกิจนั้น ทาง“ศูนย์วิจัยกสิกรไทย” ประเมินว่า ความเสียหายจากวิกฤตอุทกภัยใน 9 จังหวัดภาคใต้ ซึ่งคาดว่าจะกินระยะเวลาประมาณ 1 เดือน จะก่อให้เกิดความเสียหายต่อเศรษฐกิจไม่ต่ำกว่า 25,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็น 0.13% ของ GDP โดยผลกระทบส่วนใหญ่จะอยู่ที่จังหวัดสงขลา และเนื่องจากภัยพิบัติครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงปลายปี ซึ่งโดยปกติเป็นช่วงที่กิจกรรมเศรษฐกิจคึกคัก โดยเฉพาะภาคบริการและท่องเที่ยว ส่งผลให้ผลกระทบทางเศรษฐกิจขยายวงกว้างขึ้น โดยหลักๆ จะมาจากการหยุดชะงักลงของโรงแรม ร้านอาหาร ค้าปลีก ขนส่ง และในภาคการผลิตของโรงงานห้างร้านต่างๆ
ที่สำคัญน้ำท่วมใหญ่ครั้งนี้ยังเกิดขึ้นใกล้กับช่วงเวลาที่จะจัดการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ ในวันที่ 9-20 ธ.ค. 2568 ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ และมีกำหนดการว่าจะใช้จังหวัดสงขลาเป็นหนึ่งในสถานที่จัดการแข่งขัน แต่เมื่อเกิดวิกฤตอุทกภัยทำให้ต้องย้ายสถานที่จัดการแข่งขัน ทำให้สงขลาสูญเสียโอกาสและรายได้จากจัดกิจกรรมกีฬาและการท่องเที่ยว อีกทั้งปัญหาน้ำท่วมยังส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรในพื้นที่ภาคใต้ โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกยางพาราและปาล์มน้ำมัน รวมถึงพื้นที่เลี้ยงสัตว์น้ำหรือประมง ซึ่งล้วนแต่เป็นภาคการเกษตรที่สำคัญของภาคใต้ นอกจากนั้นยังมีปัญหาจากการหยุดให้บริการสาธารณูปโภคพื้นฐานอย่างไฟฟ้าและประปาซึ่งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชนอีกด้วย
ขณะที่ ทางด้าน “ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย” ประเมินว่า ผลกระทบจากมหาอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้ครั้งนี้ จะทำให้เกิดความเสียหายถึง 1,000-1,500 ล้านบาทต่อวัน เนื่องจากภาคใต้เป็นจังหวัดที่พึ่งพาเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยว การค้าและการลงทุนเป็นหลัก
ส่วนผลกระทบต่อภาคอุตสาหกรรม จากกรณีน้ำท่วมใหญ่ภาคใต้นั้น “นายธนกร วังบุญคงชนะ” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ระบุว่า พื้นที่ซึ่งโรงงานอุตสาหกรรมได้รับผลกระทบจากอุทกภัยมากที่สุดคือ จ.สงขลา โดยสำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดสงขลารายงานว่า จำนวนโรงงานที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์น้ำท่วมในพื้นที่ จ.สงขลา มีทั้งสิ้น 715 โรงงาน คิดเป็นมูลค่าความเสียหายประมาณ 1,282 ล้านบาท
ซึ่งประกอบด้วยโรงงานในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จะนะ นาทวี เทพา สะบ้าย้อย บางกล่ำ รัตภูมิ สะเดา ระโนด ควนเนียง นาหม่อม และคลองหอยโข่ง ประกอบด้วย อุตสาหกรรมแปรรูปอาหาร จำนวน 29 โรงงาน, อุตสาหกรรมแปรรูปไม้ยางพารา จำนวน 97 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์ยางพารา จำนวน 103 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากพลาสติก จำนวน 44 โรงงาน, อุตสาหกรรมทำผลิตภัณฑ์จากโลหะ จำนวน 53 โรงงาน, อุตสาหกรรมขุดตักดินและดูดทราย จำนวน 310 โรงงาน และอุตสาหกรรมบริการ จำนวน 79 โรงงาน
ส่วนมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในพื้นที่ภาคใต้นั้น “รมว.อุตสาหกรรม” เปิดเผยว่า ได้มอบหมายให้ธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย (ธพว.) เร่งออกมาตรการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้ว
สำหรับลูกค้าปัจจุบัน จะให้การช่วยเหลือดังนี้
1.พักชำระหนี้ : สินเชื่อประเภทเงินกู้ (FL) พักชำระเงินต้นและดอกเบี้ยสูงสุด 12 เดือน, สินเชื่อประเภทเงินทุนหมุนเวียน เช่น PN แฟคตอริ่ง ขยายระยะเวลาตั๋วสูงสุด 180 วัน
2.เติมทุนฉุกเฉิน : นำไปฟื้นฟูธุรกิจเฉพาะหน้า วงเงินกู้ 10% ของวงเงินเดิม สูงสุด 200,000 บาท ดอกเบี้ย MLR ระยะกู้ 3 ปี ปลอดชำระเงินต้น 12 เดือน
ส่วนลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่นั้น จะให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ เพื่อการลงทุน และเสริมสภาพคล่อง ในอัตราดอกเบี้ยพิเศษ คงที่ 3% 3 ปี ผ่อนนานสูงสุด 10 ปี วงเงินสูงสุด 15 ล้านบาท อันได้แก่ สินเชื่อปลุกพลัง SME , สินเชื่อ Beyond ติดปีก SME และสินเชื่อ SME Green Productivity
ขณะที่ความเสียหายด้านการท่องเที่ยวนั้น น.ส.ฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยว่า เหตุการณ์น้ำท่วมภาคใต้ โดยเฉพาะที่ อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อตลาดนักท่องเที่ยวมาเลเซีย ซึ่งเป็นตลาดหลักอันดับหนึ่งของไทย โดยนักท่องเที่ยวเหล่านี้นิยมมาเที่ยวที่ อ.หาดใหญ่ เป็นหลัก ซึ่ง ททท.ประเมินว่าจำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียในเดือน พ.ย.–ธ.ค. 2568 จะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
โดยในกรณีที่สถานการณ์คลี่คลายภายใน 1 สัปดาห์ ตัวเลขนักท่องเที่ยวมาเลเซียในเดือน พ.ย.จะลดลง 7% เหลือประมาณ 331,000 คน และเดือน ธ.ค.จะลดลง 7% เหลือ 420,000 คน ทำให้ทั้งปีคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวมาเลเซียราว 4.60 ล้านคน โดยลดลง 7% เมื่อเทียบปีก่อน แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อมากกว่า 1 สัปดาห์ เดือน พ.ย.นักท่องเที่ยวมาเลเซียอาจลดลง 8% เหลือ 327,000 คน และเดือน ธ.ค.อาจลดลงมากถึง 18% เหลือเพียง 373,000 คน ส่งผลให้ภาพรวมทั้งปี จำนวนนักท่องเที่ยวมาเลเซียลดลงเหลือประมาณ 4.55 ล้านคน หรือหดตัวลง 8%
ส่วนสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (สทท.) ชี้ว่า ภาคการท่องเที่ยวถือเป็นเสาหลักในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของอำเภอหาดใหญ่ จ. สงขลา และในอีกหลายจังหวัดในภาคใต้ เหตุน้ำท่วมใหญ่ในปีนี้คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อภาคการท่องเที่ยวในพื้นที่ไม่ต่ำกว่า 1 เดือน เนื่องจากแหล่งท่องเที่ยวและสถานประกอบการต้องใช้เวลาในการฟื้นฟูอย่างหนัก โดยเฉพาะในอำเภอหาดใหญ่ที่ส่วนใหญ่พึ่งพารายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ ทั้งมาเลเซีย อินโดนีเซีย และสิงคโปร์
ทั้งนี้ ข้อมูลจาก “กองเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬา กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา” พบว่า สงขลาเป็นจังหวัดที่มีรายได้จากการท่องเที่ยวเป็นอันดับ 8 ของประเทศ มีรายได้จากการท่องเที่ยวปีละประมาณ 50,000 ล้านบาท หรือเฉลี่ยเดือนละประมาณ 4,000 ล้านบาท ซึ่งเดือนพฤศจิกายนถือเป็นไฮซีซั่นของภาคการท่องเที่ยวไทย ทำให้คาดการณ์ว่าเหตุน้ำท่วมใหญ่ปีนี้จะทำให้จังหวัดสงขลาสูญเสียรายได้จากภาคการท่องเที่ยวไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาท
ด้าน นายอดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) ระบุว่า วิกฤตน้ำท่วมภาคใต้ครั้งนี้ส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวที่จะเดินทางเข้ามาเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ลดลง โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากมาเลเซียซึ่งจะหยุดชะงักหมด ส่วนตลาดนักท่องเที่ยวจีนและไต้หวันยังไม่มีผลกระทบอะไร โดยระยะเวลาที่ได้รับผลกระทบอย่างน้อยก็ 1 เดือน หลังจากนั้นคงสามารถเคลียร์พื้นที่ได้เรียบร้อย
“ ตลาดอื่นๆยังไม่มีผลกระทบอะไร หลักๆก็เป็นนักท่องเที่ยวมาเลเซีย สิงคโปร์ ที่นิยมเดินทางเข้ามาทางด่านชายแดนภาคใต้ ซึ่งในช่วง 2 เดือนนับจากนี้คาดว่านักท่องเที่ยวจากมาเลย์และสิงคโปร์น่าจะหายไปถึง 50% เพราะตอนนี้ประเทศมาเลเซียก็เกิดน้ำท่วมหนักเช่นกัน เแต่จากนี้ถึงกลางเดือนหน้าซึ่งคาดว่าสถานการณ์น้ำท่วมจะเข้าสู่ภาวะปกติก็ยังไม่แน่ใจว่าเสียหายต่อภาคการท่องเที่ยวจะมากน้อยขนาดไหน ” นายอดิษฐ์ กล่าว
ส่วนมาตรการในการฟื้นฟูธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้นั้น “เลขาธิการสมาคมธุรกิจท่องเที่ยว” หรือแอตต้า เปิดเผยว่า แอตต้าจะระดมความเห็นจากสมาชิกว่าภายในเดือนหน้าจะจัดคารวานนำสมาชิกแอดต้าลงไปในพื้นที่ภาคใต้ และเชิญบายเออร์จากตลาดต่างประเทศลงไปทำ Business Matching (การจับคู่ผู้ประกอบการเพื่อสร้างโอกาสในการร่วมมือทางธุรกิจ และขยายตลาด)กับผู้ประกอบการท่องเที่ยวใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึง จ.สตูล ตรัง และสงขลา อย่างไรก็ดีคงต้องดูสถานการณ์น้ำท่วมอีกครั้งว่าระบบคมนาคมมีปัญหาหรือเปล่า การเดินทางจะมีปัญหาหรือไม่อย่างไร
ทั้งนี้การท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ที่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมอาจจะฟื้นตัวไม่ทันเทศกาลปีใหม่ เนื่องจากหลังน้ำลดลงแล้วการเคลียร์พื้นที่ต้องใช้เวลา กว่าจะทำความสะอาดบ้านเรือน โรงแรม ร้านค้า กว่าคนจะใช้ชีวิตได้เป็นปกติ กว่าจะฟื้นฟูระบบสาธารณูปโภคต่างๆ ถ้าแล้วเสร็จภายในกลางเดือนหน้าก็ถือว่าเร็วแล้ว ซึ่งลุ้นอยู่ว่าจะเสร็จทันเทศกาลปีใหม่หรือไม่
“ ถ้าแอตต้าลงไปได้เร็วก็สามารถเรียกความเชื่อมั่นจากผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวได้ โดยเราจะเชิญผู้ประกอบการท่องเที่ยวจากต่างประเทศซึ่งเป็นลูกค้าของแอตต้าลงไปด้วย ผู้ประกอบการในพื้นที่จะได้ฟื้นความเชื่อมัน เชื่อว่าจะสามารถทำให้การท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้กลับมาได้อย่างช้าที่สุดก็ช่วงเทศกาลตรุษจีน คือช่วงเดือน ก.พ.ปีหน้า เราก็จะได้นักท่องเที่ยวชาวจีนจากมาเลเซียและสิงคโปร์กลับมาได้ เราก็คาดหวังว่าอย่าให้สถานการณ์กระทบยาวถึงตรุษจีน ” เลขาธิการแอตต้า ระบุ
นายอดิษฐ์ กล่าวต่อว่า เนื่องจากวิกฤตน้ำท่วมครั้งนี้สร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่โรงแรมและธุรกิจท่องเที่ยวในพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ดังนั้นจึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลออกมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการท่องเที่ยวในภาคใต้ โดยเฉพาะการสนับสนุนเงินกู้ดอกเบี้ยต่ำเพื่อนำมาใช้ในการปรับปรุงซ่อมแซมโรงแรมและร้านค้าต่างๆ มาตรการยกเว้นภาษี รวมถึงสร้างโอกาสทางการตลาดในผู้ประกอบการในธุรกิจท่องเที่ยว โดยแอตต้าจะหารือกับภาครัฐเพื่อขอการสนับสนุนดังกล่าวด้วย

