คอลัมน์: จุดคบไฟใต้ โดย... ไชยยงค์ มณีพิลึก
เสียงระเบิดและปืนห่างหายไปจากจังหวัดชายแดนภาคใต้เกือบ 2-3 สัปดาห์ เชื่อกันว่าเพราะฝ่ายบีอาร์เอ็นรามือเอง ซึ่งเมื่อเช็กข่าวจาก “แกนนำ” ยังยืนยันว่า “ยุทธศาสตร์และเป้าหมายเดิม” ยังคงอยู่ คือต้องปฏิบัติการต่อ 1.เจ้าหน้าที่รัฐ 2.สิ่งสาธารณูปโภคของรัฐ 3.ทำลายเศรษฐกิจ และ 4.ทำลายสัญลักษณ์รัฐไทย
การที่กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นไม่เคลื่อนไหว เอาแต่ “ซุ่มซ่อน” ในที่ตั้ง รวมถึง “แนวร่วมหน้าใหม่” ที่ถูกสั่งให้ทำลายกล้องวงจรปิดในพื้นที่ก็หยุดปฏิบัติการไปด้วย วิเคราะห์ได้ว่า “เสนาธิการ” ในพื้นที่อยู่ระหว่าง “ปรับแผน” ปฏิบัติการต่อเป้าหมาย
ทั้งนี้เป็นผลจาก “กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า” ได้สลับสับเปลี่ยนผู้รับผิดชอบพื้นที่ครั้งใหญ่ โดยดึง พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ จาก “รองแม่ทัพภาคที่ 1” มานั่งเป็น “ผบ.ฉก.นราธิวาส” พร้อมพ่วงนายทหารตำแหน่งหลักๆ และกำลังบางส่วนเข้ามาแทนที่ด้วย
ทั้งนี้ เพื่อให้ ผบ.ฉก.นราธิวาส คนใหม่ที่เป็น “เสือข้ามห้วย” จากกองทัพภาคที่ 1 “บริหารจัดการ” เพื่อการลดความรุนแรงในพื้นที่ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะที่ผ่านมา จ.นราธิวาส ถือเป็นพื้นที่ที่มีความรุนแรงเกิดขึ้นมากที่สุดของชายแดนใต้
โดยเฉพาะ 2 เหตุใหญ่ที่ผ่านมา คือ บอมบ์และโจมตีที่ว่าการ อ.สุไหงโก-ลก และปล้นทองห้างบิ๊กซีกลางเมืองสุไหงโก-ลก ซึ่งได้ทองรูปพรรณไปรวมน้ำหนักเกือบ 600 บาท ก่อนที่กองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นทั้งหมดจะ “ถลกตูด” ข้ามแม่น้ำสุไหงโก-ลก กลับไปนอนตีพุงฐานที่มั่นยังรัฐกลันตันของมาเลเซีย
วันนี้ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า กำลัง “จัดกระบวนใหม่” เพื่อการ “รู้เขา รู้เรา” พร้อมศึกษาทำสงครามกองโจรหรือ “สงครามลอบกัด” ที่เป็นความช่ำชองกองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็น เพื่อให้ป้องกันพื้นที่ สร้างหมู่บ้านเข้มแข็ง และวางแผนรุกกลับตามแนวเชิงเขาได้อย่างเท่าทัน
ต้องยอมรับว่า ที่ผ่านมาบีอาร์เอ็นศึกษาปฏิบัติการของ “ฝ่ายเรา” ไม่ว่าจะทหาร ตำรวจ และกองกำลังท้องถิ่นได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เพราะมี “แนวร่วม” ในหมู่บ้านหรือตำบลที่มีฐานปฏิบัติการอยู่ สามารถ “เกาะหลังเจ้าหน้าที่” ตลอดเวลา จนรู้ความเคลื่อนไหว ทำให้กองกำลังติดอาวุธปฏิบัติการอย่างได้ผล
ที่สำคัญหลังทหาร “ซีล” แนวชายแดนจริงจัง และประสาน “ผบ.ตำรวจรัฐกลันตัน” ปิดท่าข้ามธรรมชาติฝั่งมาเลเซียตรงข้าม อ.ตากใบ จ.นราธิวาส ทำให้ฝ่ายบีอาร์เอ็นต้องพะว้าพะวงกับการปรับเส้นทางใหม่ จากที่เคยใช้ท่าข้ามร่วมกับ “ขบวนการค้าสินค้าเถื่อน” ก็ทำไม่ได้อีกต่อไป
เมื่อหน่วยทหารใน จ.นราธิวาส “ปรับยุทธวิธี” และอาจมี “ยุทธการรุกกลับ” สิ่งนี้ได้ส่งผลถึงพื้นที่ชายแดนใต้ที่เหลืออยู่ด้วย เพราะกองกำลังติดอาวุธบีอาร์เอ็นส่งสัญญาณถึงกันได้ในทั่วทั้ง 3 จังหวัด คือ นราธิวาส ปัตตานี และยะลา กับ 4 อำเภอของ จ.สงขลา ได้แก่ จะนะ เทพา นาทวี และสะบ้าย้อย
ขณะที่ พล.ท.นรธิป โพยนอก แม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะ ผอ.กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า คนใหม่ ซึ่งก็เป็น “เสือข้ามห้วย” จาก “กองทัพภาคที่ 2” กำลังเร่งปรับใหญ่กองกำลังทหารในชายแดนภาคใต้ ฝ่ายบีอาร์เอ็นก็มีการปรับเปลี่ยน “โครงสร้างเยาวชนชาย-หญิง” ในพื้นที่เช่นกัน
เช่น มีเปลี่ยน “เยาวชนชาย” ที่เคยทำหน้าที่เกาะติดฐานปฏิบัติการทหารและชุดคุ้มครองตำบล (ชคต.) เป็น “เยาวชนหญิง” อีกทั้งปรับโครงสร้าง 6 ฝ่ายให้เป็น “แนวร่วมหน้าใหม่” เนื่องจากกลุ่มเดิมส่วนใหญ่ได้ “เสียลับ” ไปแล้ว จึงทำให้เจ้าหน้าที่ในพื้นที่อาจต้อง “มะงุมมะงาหรา” กันไปอีกนาน
ดังนั้น การที่ชายแดนใต้สงบลงช่วงนี้ จึงไม่น่าไว้วางใจหรือทำให้เข้าใจได้ว่า กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ช่วงที่มีการปรับตัวครั้งใหญ่นี้ทำหน้าที่อย่าง “ได้ผลดี” เพราะเชื่อว่าหลังจากนี้ไม่นานจะมีปฏิบัติการของฝ่ายบีอาร์เอ็นต่อในพื้นที่กลับมาเหมือนเดิมอีก
เพราะตราบใดที่ กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า ยังทำได้แค่ “กำจัดเสรีภาพ” ให้หลบอยู่ในที่ตั้ง แต่ไม่มีการ “ทำลายให้หมดสภาพ” ก็เท่ากับทิ้งเวลาให้ได้ศึกษาและทำความเข้าใจกองกำลังเจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อจะได้กำหนดแผนตีโต้กลับได้ เพราะบีอาร์เอ็นแสดงให้เห็นว่ายังมีศักยภาพในการก่อการร้ายให้เห็นอย่างเป็นที่ประจักษ์
โดยเฉพาะหาก กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้ายังเข้าไม่ถึงโครงสร้าง “ฝ่ายมวลชน” และ “ฝ่ายเยาวชนชาย-หญิง” ที่มีการ “ขยายตัว” ไปเกือบทุกหมู่บ้าน และยังปล่อยให้แนวร่วมเหล่านี้ “เกาะหลัง” เจ้าหน้าที่รัฐอยู่ ภาวะสงบเงียบจากเสียงระเบิดและปืนจึงยังไม่ใช่ “ชัยชนะ” ของฝ่ายเจ้าหน้าที่รัฐแน่นอน
เหล่านี้ไม่ผิดไปจากการดีอกดีใจที่ รัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกุล ขับเคลื่อน “กระบวนการพูดคุยสันติสุข” ที่มีรัฐบาลมาเลเซียเป็นผู้อำนวยความสะดวก หลังจากที่ “โต๊ะเจรจา” ถูกพักเก็บมากว่า 2 ปี เพราะนั่นก็ไม่ใช่ “ทางออกจากเขาวงกต” ของไฟใต้ระลอกใหม่ที่ไม่ใช่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อ 21 ปีที่ผ่านมา แต่คือปัญหาเรื้อรังมาแล้วกว่า 60 ปี
ไม่ต้องถามว่า “ฝ่ายเรา” จะได้คุยกับ “ตัวจริงของบีอาร์เอ็น” ที่รัฐบาลมาเลเซียจัดให้หรือไม่ เพราะนั่นไม่ใช่ประเด็น แต่สิ่งสำคัญอยู่ที่ว่าบีอาร์เอ็นยังยืนยันการ “แบ่งแยกดินแดน” อยู่หรือไม่ ถ้าใช่แล้วจะคุยหา “ตะบั๊กตะบวย” ทำไมกัน เพราะเป็นเรื่องที่ไม่มีวันเป็นไปได้
ขอให้เชื่อเถอะบีอาร์เอ็นไม่ต้องการ “เขตปกครองพิเศษ” หรือ “เขตปกครองตนเอง” เพราะรู้ว่าถ้าเป็น 2 อย่างนี้ ผู้ที่จะมี “อำนาจบริหาร” ย่อมไม่ใช่คนของขบวนการแน่นอน มีแต่จะตกอยู่ในมือ “นักการเมือง” ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้เท่านั้น
บีอาร์เอ็นไม่โง่พอที่จะ “ทำนาปลูกข้าวให้นก” และขอย้ำว่า “โต๊ะพูดคุยสันติสุข” เป็นแค่สัญลักษณ์ “จอมปลอม” แต่แท้จริงเป็นความต้องการ “ใช้งบประมาณ” รวมทั้งให้ “มีตำแหน่ง” ไว้รองรับเพื่อนพ้องน้องพี่ในกองทัพหรือในหน่วยงานความมั่นคงได้มี “งานทำ” หลังเกษียณก็เท่านั้น

