ไทยเรียกร้องสันติภาพในเวเนซุเอลา พร้อมอัดกัมพูชา ชี้พฤติกรรมไร้มนุษยธรรม ใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ละเมิดอธิปไตยและกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง
ท่ามกลางความตึงเครียดด้านความมั่นคงที่เกิดขึ้นทั้งในระดับโลกและภูมิภาค รัฐบาลไทยออกมาแสดงท่าทีต่อสองสถานการณ์สำคัญพร้อมกัน ได้แก่ วิกฤตความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกากับเวเนซุเอลา ซึ่งส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนและคนไทยในพื้นที่ ขณะเดียวกันสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชาก็ทวีความเปราะบางจากการกระทำที่ไทยระบุว่าเป็นการละเมิดอธิปไตยและกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ สะท้อนจุดยืนของไทยที่ย้ำการแก้ไขปัญหาด้วยสันติวิธี เคารพกฎหมายระหว่างประเทศ และให้ความสำคัญกับการคุ้มครองพลเรือนเป็นหลัก
กระทรวงการต่างประเทศของไทยออกแถลงการณ์แสดงความห่วงกังวลต่อสถานการณ์ความตึงเครียดระหว่างสหรัฐอเมริกาและเวเนซุเอลา ซึ่งทวีความรุนแรงขึ้นในช่วงที่ผ่านมา รวมถึงเหตุการณ์เมื่อวันที่ 3 มกราคม 2569 โดยระบุว่า ไทยติดตามสถานการณ์ในเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด และขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องใช้ความยับยั้งชั่งใจ แก้ไขความขัดแย้งด้วยสันติวิธี ภายใต้กรอบกฎบัตรสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศ พร้อมย้ำให้คำนึงถึงการคุ้มครองพลเรือนและเคารพเจตนารมณ์ของประชาชนชาวเวเนซุเอลา
ในส่วนการดูแลคนไทย กระทรวงการต่างประเทศระบุว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงลิมา ประเทศเปรู ซึ่งรับผิดชอบดูแลเวเนซุเอลา ได้ประสานงานกับคนไทยในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และพร้อมให้ความช่วยเหลือในกรณีจำเป็น พร้อมกันนี้ได้ขอให้คนไทยที่ไม่มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน พิจารณาทบทวนการเดินทางไปยังพื้นที่ดังกล่าวในช่วงเวลานี้
ขณะเดียวกัน เมื่อวันที่ 4 มกราคม ศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา เปิดเผยถึงการกระทำของฝ่ายกัมพูชาที่ไทยมองว่าเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศและหลักมนุษยธรรม โดยระบุว่า ก่อนการทำข้อตกลงหยุดยิง ไทยมีหลักฐานว่ามีกำลังติดอาวุธของกัมพูชาเข้ามาปฏิบัติการในพื้นที่ซึ่งไทยใช้อำนาจอธิปไตยและการปกครองอย่างต่อเนื่อง การกระทำดังกล่าวเข้าข่ายการละเมิดอธิปไตยของรัฐอื่น อันขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติและหลักกฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศ
นอกจากนี้ กัมพูชายังนำกำลังทหาร อาวุธ หรือคลังยุทโธปกรณ์ไปตั้งในพื้นที่พลเรือน เป็นการละเมิดหลักการคุ้มครองพลเรือน และเข้าข่ายการใช้พลเรือนเป็นโล่มนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งต้องห้ามตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ อีกทั้ง การโจมตีจากพื้นที่ที่มีพลเรือนอาศัยอยู่ ไม่เพียงทำให้พลเรือนของตนเองตกอยู่ในอันตราย แต่ยังเป็นการจงใจเพิ่มความเสี่ยงต่อการตอบโต้ ซึ่งขัดต่อหลักความระมัดระวัง อย่างร้ายแรง โดยฝ่ายไทยมีรายงานความเสียหายต่อบ้านเรือน โครงสร้างพื้นฐาน และพื้นที่ชุมชน ซึ่งไม่มีลักษณะเป็นเป้าหมายทางทหาร การโจมตีเช่นนี้เข้าข่ายการโจมตีพลเรือนโดยตรง ซึ่งเป็นอาชญากรรมสงครามตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ที่ผ่านมา ไทยยังคงถูกกล่าวหาทั้งที่ปฏิบัติตามมนุษยธรรม เนื่องจากความขัดแย้งสมัยใหม่การสื่อสารและสงครามข่าวสารถูกใช้ควบคู่การทหาร ข้อกล่าวหาบางประการ จึงถูกนำเสนอ โดยไม่สะท้อนข้อเท็จจริงครบถ้วน ขณะที่ประเทศไทยยึดหลักว่าข้อเท็จจริงต้องมาก่อนวาทกรรม และที่ผ่านมาประเทศไทยเรียกร้องให้ประชาคมระหว่างประเทศ พิจารณาสถานการณ์บนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศหลักมนุษยธรรม และหลักฐานที่ตรวจสอบได้ ไม่ใช่จากการบิดเบือนข้อมูล หรือการโฆษณาชวนเชื่อ

