สัญญาณอันตราย เวียดนามโตแรงจ่อแซงไทย สวนทางเศรษฐกิจไทยที่กำลังดิ่งเหวหนักสุดในรอบ 30 ปี โตต่ำสุดในภูมิภาค รัฐบาลเตรียมรับแรงกระแทก
การประกาศตัวเลขทางเศรษฐกิของประเทศเวียดนามที่ออกมาล่าสุดที่คาดการณ์กันว่าเศรษฐกิจเวียดนามจะขยายตัวราว 8% และรัฐบาลตั้งเป้าเร่งการเติบโตมากกว่า 10% ในปี 2026 และหากเป็นไปตามแผน Nominal GDP อาจแตะระดับกว่า 500,000 ล้านดอลลาร์ในช่วงปี 2026–2027 ส่งผลให้เวียดนามก้าวขึ้นเป็นเศรษฐกิจขนาดใหญ่อันดับ 3 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ รองจากอินโดนีเซีย
จากการประกาศดังกล่าวทำให้หลายฝ่ายวิเคราะห์ว่าเศรษฐกิจเวียดนามกำลังจะแซงไทยภายในปีนี้ โดยเศรษฐกิจไทยเผชิญแรงกดดันจากความไม่แน่นอนทางการเมือง ความตึงเครียดชายแดนไทย–กัมพูชา ระดับหนี้ครัวเรือนที่สูง และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยวที่ล่าช้า โดย OECD คาดว่า GDP ที่แท้จริงของไทยในปี 2026 จะขยายตัวเพียง 1.5%
สภาวะเศรษฐกิจของไทยสอดคล้องกับการประเมินของคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.)โดยนายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศ ในฐานะประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่า ประเมินเศรษฐกิจไทยปี 2569 มีแนวโน้มโตต่ำกว่า 2% เป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปี หากไม่รวมช่วงวิกฤตท่ามกลางความท้าทายรอบด้าน รวมถึงคาดว่าไทยจะโตต่ำสุดในภูมิภาค จากทั้งความเปราะบางเชิงโครงสร้างที่มีอยู่เดิมด้วยขนาดเศรษฐกิจนอกระบบที่ใหญ่และหนี้ครัวเรือนสูง ขาดความสามารถทางการแข่งขันในโลกใหม่ ข้อจำกัดทางงบประมาณทางการคลัง และความท้าทายของภาครัฐที่มีกฎระเบียบจำนวนมากและข้อมูลขาดความเชื่อมโยง รวมถึงมีผลกระทบจากภัยพิบัติในปีก่อน 2568 ค่าเงินบาทแข็งค่า อาชญากรรมทางไซเบอร์ การเคลื่อนย้ายเงินทุนเทา และความเสี่ยงจากกระบวนการจัดทำงบประมาณที่ล่าช้า
“ความไม่แน่นอนของเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เพิ่มขึ้นจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนผ่านเหตุการณ์สหรัฐเข้าแทรกแซงเวเนซูเอลาเป็นการแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจการเมืองโลกชัดเจนขึ้น ซึ่งกระทบกับระบบเศรษฐกิจโลกที่คาดว่าจะขยายตัวชะลอลงจากปีก่อน รวมถึงภาษีสหรัฐที่จะเริ่มเห็นผลกระทบมากขึ้น โดยสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือ โลก 2 ขั้ว หลังๆ มาเป็นโลกเปิดทั้งหมด แต่ตอนนี้เปลี่ยนไปอีกด้านคือ ขั้วใครขั้วมัน จึงมีความเป็นห่วงประเทศไทย เพราะเราไม่สามารถเข้าไปควบคุมปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ แต่อย่างน้อยที่สุดประเทศไทยยังสามารถทำอาหารกินเองและส่งออกไปขายต่างประเทศได้ มีน้ำสะอาดใช้ จึงเป็นห้วงเวลาในการประคองตัวเองท่ามกลางสถานการณ์ที่เกิดขึ้น อย่าเพิ่งเป็นห่วงการเติบโตของส่งออก หรือตัวเลขจีดีพีมากนัก” นายพจน์ กล่าว
นายพจน์ กล่าวว่า มุ่งหวังให้รัฐบาลหลังการเลือกตั้งสานต่อแนวทางในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยผ่านการผันเศรษฐกิจเข้าสู่ในระบบและแก้ไขปัญหาหนี้อย่างยั่งยืนซึ่งจะช่วยเพิ่มกำลังซื้อพร้อมทั้งเพิ่มศักยภาพผู้ประกอบการ ลดอุปสรรคทางธุรกิจที่จะหนุนการลงทุนใหม่และสร้างความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทาน รวมทั้งยกระดับการต่อต้านคอรัปชั่น

