xs
xsm
sm
md
lg

สัญญาณอันตราย!ไทยวิกฤต! เด็กเกิดใหม่วูบ 41% แซงหน้าญี่ปุ่น หวั่นกระทบงบรัฐ-ประกันสังคมล่ม

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



"ธณัฐ เตชะเลิศ" ผู้ก่อตั้ง "ลงทุนแมน" ชี้ให้เห็นวิกฤตเด็กเกิดใหม่ลดฮวบที่กำลังฉุดเศรษฐกิจไทยให้ซึมยาว พบข้อมูลน่าตกใจไทยลดลงแรงเทียบเท่าจีนและหนักกว่าญี่ปุ่น พร้อมตั้งคำถามถึงพรรคการเมือง นโยบาย "Quick Win" เพียงพอหรือไม่? ในวันที่เครื่องยนต์การบริโภคกำลังจะดับลง

เมื่อวันที่ 8 ม.ค. นายธณัฐ เตชะเลิศ ผู้ก่อตั้งสื่อการเงินและลงทุน "ลงทุนแมน" ได้ออกมาโพสต์ข้อความ ชี้ให้เห็นถึงประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตจำนวนเด็กเกิดใหม่ลดลงอย่างรวดเร็ว (ลดลงถึง 41% ใน 13 ปี) ซึ่งรุนแรงกว่าญี่ปุ่น โดยมีประเด็นความเสี่ยงสำคัญ 5 ด้าน 1.กับดักแก่ก่อนรวย 2.การบริโภคหดตัว 3.ขาดแคลนแรงงาน 4.ภาระงบประมาณรัฐ 5.วิกฤตประกันสังคม ทั้งนี้ นายธณัฐ ได้ระบุข้อความว่า

"”จำนวนคนไทยกำลังวิกฤต“ ไม่ว่าพรรคไหนมาเป็นรัฐบาล ไม่แน่ใจเขาจะรู้มั้ย ?

ใน 13 ปีที่ผ่านมา คนไทยเกิดน้อยลง 41% เท่าจีน ขนาดญี่ปุ่นที่เห็นประชากรลด “ยังอยู่ในอัตราที่ดีกว่าไทย” และถ้าคนไทยยังเกิดน้อยลงในอัตรานี้อยู่ ประเทศไทยจะเกิดปัญหาอะไรบ้าง ?

1. กับดัก "แก่ก่อนรวย"

ความต่างที่น่ากลัวที่สุดระหว่าง ไทย vs ญี่ปุ่น คือระดับรายได้

ญี่ปุ่น: ประชากรลดลงจริง แต่เขากลายเป็นประเทศรายได้สูง ไปนานแล้ว เขามีเทคโนโลยี มีเงินออมมหาศาล และมีสวัสดิการที่ดี

ไทย: เรายังติดอยู่ใน "กับดักรายได้ปานกลาง" แต่โครงสร้างประชากรเรากลับแซงหน้าความรวยไปแล้ว เรากำลังจะเป็นประเทศกำลังพัฒนาประเทศแรกๆ ของโลกที่เข้าสู่สังคมสูงวัยระดับสุดยอด (Super-Aged Society) โดยที่คนส่วนใหญ่ยังไม่มีเงินออมเพียงพอสำหรับวัยเกษียณ

2. เครื่องยนต์ "การบริโภค" ในประเทศจะดับลง เศรษฐกิจจะเติบโตได้ ต้องมีการจับจ่ายใช้สอย
เมื่อคนเกิดน้อยลง ตลาดในประเทศ (Domestic Market) จะเล็กลงเรื่อยๆ ธุรกิจที่เคยรุ่งเรืองจากการขายของให้คนหมู่มาก เช่น นมผง, เสื้อผ้าเด็ก, โรงเรียน, ไปจนถึง consumer products อสังหาริมทรัพย์ จะเจอทางตัน เมื่อ "จำนวนลูกค้า" ลดลง ธุรกิจจะกำไรน้อยลง การจ้างงานก็น้อยลงตามไปเป็นลูกโซ่

3. วิกฤตแรงงาน และการย้ายฐานการผลิต

นักลงทุนต่างชาติมองหา 2 อย่างหลักๆ คือ "แรงงานที่เพียงพอ" และ "ตลาดที่เติบโต"
เมื่อไทยขาดแคลนคนวัยทำงาน บริษัทข้ามชาติอาจมองว่าไทยไม่คุ้มที่จะมาตั้งโรงงานอีกต่อไป เพราะหาคนทำงานยาก และคนในประเทศก็มีแต่คนแก่ที่กำลังซื้อต่ำ เขาจะย้ายไป เวียดนาม หรือ อินโดนีเซีย ที่ประชากรยังอยู่ในวัยหนุ่มสาวและมีจำนวนมหาศาล

4. ภาระภาษี และงบประมาณแผ่นดินที่ตึงตัว

ลองจินตนาการถึงภาพ "พีระมิดประชากรที่กลับด้าน"
ในอดีต: คนหนุ่มสาว 10 คน ทำงานจ่ายภาษีเพื่อดูแลผู้สูงอายุ 1 คน
ในอนาคต: คนหนุ่มสาว 1-2 คน อาจต้องแบกภาษีเพื่อดูแลผู้สูงอายุ 1 คนผ่านระบบสวัสดิการของรัฐ
รัฐบาลจะต้องใช้งบประมาณมหาศาลไปกับ ค่ารักษาพยาบาลและเบี้ยยังชีพ จนแทบไม่เหลืองบไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานใหม่ๆ หรือเทคโนโลยีเพื่ออนาคต

5. วิกฤตกองทุนประกันสังคม

นี่คือเรื่องที่ใกล้ตัวคนทำงานที่สุด หากจำนวน "คนจ่ายเงินสมทบ" (คนรุ่นใหม่) น้อยลงกว่า "คนรับบำนาญ" (คนรุ่นเก่า) อย่างรวดเร็ว กองทุนประกันสังคมจะเผชิญกับภาวะ "เงินไหลออกมากกว่าเงินไหลเข้า" จนอาจถึงขั้นล้มละลายหรือต้องปรับเงื่อนไขการรับเงินบำนาญให้ยากขึ้น หรือขยับอายุเกษียณออกไปอีก

แต่นักการเมืองมักเน้นนโยบาย "Quick Win" หรือนโยบาย 4 ปีที่เห็นผลทันทีเพื่อผลการเลือกตั้งครั้งหน้า การแก้เรื่องนี้จึงถูกวางไว้เป็น "วาระแห่งชาติ" ที่มักจะอยู่แค่ในกระดาษ แต่การลงมือทำจริงอย่างเป็นระบบ เช่น การอุดหนุนค่าเลี้ยงดูบุตรอย่างหนัก, การปรับโครงสร้างภาษีเพื่อคนมีลูก, หรือการเปิดรับแรงงานทักษะสูงจากต่างชาติ ยังไม่ชัดเจนเท่าที่ควร
หากประเทศไทยไม่สามารถแก้ปัญหาเรื่องจำนวนประชากร หรือไม่สามารถเพิ่ม Productivity ต่อหัว ของคนที่มีอยู่ให้สูงขึ้นอย่างก้าวกระโดดได้ เราอาจกำลังเห็นภาพเศรษฐกิจไทยที่ค่อยๆ "ซึมยาว" เหมือนที่ญี่ปุ่นเคยเจอ แต่จะเจ็บปวดกว่าเพราะเราไม่มีต้นทุนด้านทุนและเทคโนโลยีที่สูงเท่าเขา

แล้วคุณคิดว่าพรรคการเมืองที่กำลังเลือกตั้ง เห็นความสำคัญของเรื่องนี้มากแค่ไหน? คำถามที่น่าคิดทิ้งท้ายคือ ถ้าภาครัฐไม่สนใจอะไร มัวแต่ Quick Win ในวันที่ตลาดคนไทยเล็กลงเรื่อยๆ ธุรกิจที่คุณทำอยู่ หรือหุ้นไทยที่คุณถืออยู่ มีแผนรับมือกับเรื่องนี้แล้วหรือยัง?"


กำลังโหลดความคิดเห็น