xs
xsm
sm
md
lg

ผงะ! ต้มไข่แล้วเจอ "เนื้อสีชมพู" เตือนอย่ากิน ชี้อันตรายจากแบคทีเรียอันตราย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



โซเชียลแชร์ว่อน! อุทาหรณ์แม่บ้านต้มไข่หวังทานให้อิ่มท้อง แต่กลับเจอไข่ขาวกลายเป็นสีชมพูสดใสผิดปกติ ผู้เชี่ยวชาญเตือนไม่ใช่จุดเลือดทั่วไป แต่คือสัญญาณ "เชื้อแบคทีเรีย" ชนิดอันตราย ระบุหากเจอให้รีบทิ้งทันที

วันนี้ (11 ม.ค.) กลายเป็นประเด็นที่สร้างความฮือฮาในกลุ่ม "พวกเราคือผู้บริโภค" เมื่อมีผู้ใช้เฟซบุ๊กรายหนึ่งโพสต์ภาพไข่ต้มที่ปอกเปลือกออกมาแล้วพบว่า "ไข่ขาวมีสีชมพูเข้ม" จนผิดสังเกต สร้างความสงสัยให้กับชาวเน็ตว่าเกิดจากสาเหตุใด และสามารถรับประทานได้หรือไม่
ไม่ใช่จุดเลือด แต่คือ "เชื้อซูโดโมนาส"
จากการตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น พบว่าลักษณะดังกล่าวไม่ใช่ "จุดเลือด" (Blood Spot) ที่มักพบเป็นจุดเล็กๆ ในไข่ขาว แต่คาดว่าเกิดจากการที่ไข่ติดเชื้อแบคทีเรียกลุ่ม Pseudomonas (ซูโดโมนาส) ซึ่งเมื่อแบคทีเรียชนิดนี้ขยายพันธุ์ จะสร้างเม็ดสีที่ทำให้ไข่ขาวเปลี่ยนเป็นสีเขียว สีแดง หรือสีชมพูอย่างที่ปรากฏ วิธีพิสูจน์ง่ายๆ คือการส่องด้วยแสง UV หรือไฟฉายตรวจธนบัตร หากพบการ "เรืองแสง" แสดงว่าติดเชื้อแน่นอน
อันตรายกว่าที่คิด! หากเข้าสู่ร่างกาย
เชื้อแบคทีเรียชนิดนี้ถือเป็นเชื้อที่ก่อให้เกิดโรคได้หลายประเภท โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ ซึ่งความน่ากลัวของเชื้อตัวนี้มีดังนี้:
• ติดเชื้อในกระแสเลือด: มีไข้ หนาวสั่น คลื่นไส้ อาเจียน และอาจช็อกได้
• ระบบทางเดินหายใจ: เสี่ยงปอดอักเสบ หายใจลำบาก
• ระบบทางเดินปัสสาวะ: ปัสสาวะขุ่น มีกลิ่นเหม็น หรือมีเลือดปน
• การติดเชื้อเฉพาะจุด: เช่น แผลอักเสบ หรือการติดเชื้อที่หูและดวงตา (โดยเฉพาะผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์)
ข้อควรปฏิบัติเมื่อเจอ "ไข่สีแปลก"
1. ห้ามรับประทานเด็ดขาด: ไม่ว่าจะต้มสุกแล้วหรือยังดิบอยู่ก็ตาม
2. รีบทิ้งทันที: เพื่อป้องกันการปนเปื้อนไปยังอาหารชนิดอื่น
3. ล้างมือให้สะอาด: หากสัมผัสกับไข่ที่ติดเชื้อ ควรรีบล้างมือด้วยสบู่ทันที
4. สังเกตอาการ: หากเผลอรับประทานเข้าไปแล้วมีอาการผิดปกติ เช่น ท้องเสีย มีไข้ ควรรีบพบแพทย์


กำลังโหลดความคิดเห็น