xs
xsm
sm
md
lg

ชี้โลกเปลี่ยน!...ทรัมป์ป่วน!.. สู่ภาวะโลกรวนและภัยพิบัติเพิ่มขึ้น

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์เฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat จับประเด็น ตอกย้ำถึงสาเหตุปัญหาโลกร้อนทวีความรุนแรง และทำให้เกิดภัยพิบัติที่เพิ่มขึ้นในปีนี้

1.รายงานการคาดการณ์อุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกฉบับล่าสุด จากกระทรวงสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศแคนาดาระบุว่าภายในปี 2026 มีแนวโน้มที่จะเป็นหนึ่งในปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์ เทียบเท่ากับปี 2023 และ 2025 และใกล้เคียงกับปี 2024 ซึ่งยังคงเป็นปีที่ร้อนที่สุดเท่าที่เคยบันทึกไว้ จากแบบจำลองในปัจจุบัน คาดการณ์ว่าอุณหภูมิเฉลี่ยทั่วโลกในปี 2026 จะอยู่ในช่วง 1.35 °C ถึง 1.53 °C เหนือระดับก่อนยุคอุตสาหกรรม..ซึ่งหมายความว่าอุณหภูมิทั่วโลกจะยังคงสูงกว่าระดับก่อนยุคอุตสาหกรรมอย่างน้อย 1.0 °C เป็นปีที่ 13 ติดต่อกัน เมื่อมองไปข้างหน้าในการคาดการณ์ระยะยาวของแคนาดาระบุว่า ช่วงเวลาตั้งแต่ปี 2026 ถึง 2030มีแนวโน้มที่จะเป็นช่วงเวลาห้าปีที่ร้อนที่สุดเป็นประวัติการณ์

ช่วงเดือนมกราคม 2026ได้เกิดปรากฏการณ์โดมความร้อนทวีความรุนแรงขึ้นทั่วประเทศออสเตรเลีย อุณหภูมิพุ่งสูงขึ้นใกล้แตะ 50 องศาเซลเซียส มีการประกาศเตือนภัยไฟป่าระดับ "ร้ายแรง" ในบางพื้นที่ของรัฐเซาท์ออสเตรเลียและรัฐวิกตอเรีย ทางการขอให้ประชาชนอยู่แต่ในบ้าน เนื่องจากคลื่นความร้อนครั้งนี้เป็นคลื่นที่รุนแรงและยาวนาน

2.นักวิจัยพบว่าในพื้นที่แถบอาเซี่ยนจะมีเหตุการณ์สุดขั้วที่เกิดถี่ขึ้น ผลลัพธ์จึงทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงสูงที่สุดในโลกต่อสภาพอากาศสุดขั้ว

สำหรับประเทศไทยรายงาน CRI 2026 หรือClimate Risk Index 2026 จัดให้อยู่ในอันดับที่17 ของโลกเป็นประเทศที่มีความเสี่ยงต่อสภาพอากาศสุดขั้วโดยร่วงลงมาจากอันดับที่ 69ในปี ค.ศ.2023 สะท้อนถึงความน่ากังวลว่าไทยมีความเสี่ยงเพิ่มมากขึ้น


3.รายงาน Climate Risk Index 2026 จากสถิติพบว่าประเทศในภูมิภาคนี้ได้เผชิญภัยพิบัติครั้งใหญ่

- ฟิลิปปินส์ (อันดับ 7) เจอพายุ 6 ลูก ภายใน 30 วัน
- เมียนมา (อันดับ 9) มีผู้เสียชีวิตกว่า 800 ราย จากไต้ฝุ่นยากิ
- เวียดนาม (อันดับ 10) เจอพายุลม 280 กม./ชม. สร้างความเสียหายกว่า 2,000 ล้านดอลลาร์
- ไทย (อันดับ 17) มีความเสี่ยงเพิ่มเร็วที่สุดในภูมิภาค

นักวิเคราะห์มองว่าอาเซียนมี “ความเปราะบางเชิงระบบ” อันมีปัจจัยมาจากเศรษฐกิจพึ่งพาเกษตร-ประมง ชุมชนริมน้ำจำนวนมาก เมืองขยายตัวรวดเร็ว และระบบเตือนภัยยังไม่ทันกับเหตุการณ์สุดขั้วที่เกิดถี่ขึ้น ผลลัพธ์จึงทำให้ภูมิภาคนี้กลายเป็นหนึ่งในพื้นที่เสี่ยงสูงที่สุดในโลกต่อสภาพอากาศสุดขั้ว


4.รัฐบาลทรัมป์ของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศที่ปล่อยกาซเรือนกระจกอันดับ 2 ของโลก ได้ประกาศถอนตัวออกจากสนธิสัญญาด้านสภาพภูมิอากาศที่สำคัญขององค์กรสหประชาชาติ เมื่อต้นเดือนมกราคม 2026 พร้อมกับองค์กรระหว่างประเทศอีก 65 แห่งที่ โดยตัดเงินช่วยเหลือจากประเทศกลุ่มเปราะบาง ทำให้งบประมาณช่วยเหลือลดลง 22% รวมทั้งเพิ่มการขุดหาและใช้พลังงานฟอสซิลเพิ่มขึ้นถึง 2 เท่า ทำให้การปล่อยก๊าเรือนกระจกเพิ่มขึ้นมหาศาล ซึ่งเป็นการยากมากที่จะทำให้อุณหภูมิของโลกต่ำกว่า 1.5 องศาเซลเซียส.. ดังนั้นจึงมีโอกาสเกิดโลกรวน และเกิดภัยพิบัติเพิ่มขึ้นและรุนแรงขึ้นในแต่ละปี
กำลังโหลดความคิดเห็น