ชาวเน็ตเขมรวิจารณ์แหลก ห้องน้ำสาธารณะเปิดใหม่ในพนมเปญ มี “ช่อฟ้า” เหมาะสมหรือไม่ เพราะเป็นของสูง ควรอยู่บนวัดวาอาราม สถานที่ศักดิ์สิทธิ หรือปราสาทราชวัง มากกว่าที่จะเอามาไว้สถานที่ "อสุจิ" (ไม่สะอาด) แถมเถียงกันต่อ “ช่อฟ้า” เป็นศิลปะของไทยหรือของเขมร
สื่อมวลชนกัมพูชารายงานว่า เมื่อวันที่ 30 ม.ค.ที่ผ่านมา นายก็อง สเร็ง ผู้ว่าราชการกรุงพนมเปญ ได้สั่งเปิดให้บริการห้องน้ำสาธารณะที่สวนริมแม่น้ำโตนเลสาป หน้าวัดอุนาโลม เพื่อให้บริการนักท่องเที่ยวและประชาชนโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย
ผู้เชี่ยวชาญจากกรมโยธาธิการและการขนส่ง กรุงพนมเปญ กล่าวว่า ห้องน้ำที่ทันสมัยนี้สร้างขึ้นเพื่อให้บริการประชาชนที่มาพักผ่อนหย่อนใจในสวนและทางเดินริมแม่น้ำ ประกอบด้วยห้องสุขาชาย 12 ห้อง ห้องสุขาหญิง 13 ห้อง รวมทั้งหมด 25 ห้อง นอกจากนี้ยังมีห้องสุขาสำหรับผู้พิการ 1 ห้อง โถปัสสาวะ 16 โถ และอ่างล้างมือ 10 อ่าง
เจ้าหน้าที่ได้ขอความร่วมมือจากประชาชน รวมถึงนักท่องเที่ยวทั้าวกัมพูชาและชาวต่างชาติที่มาใช้ห้องน้ำนี้ ในการรักษาความสะอาด เพื่อสุขภาพที่ดีและสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับทุกคน
อย่างไรก็ตาม การเปิดบริหารห้องน้ำสาธารณะแห่งนี้ ได้ก่อให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ในหมู่ชาวกัมพูชาด้วยกันเอง เนื่องจากห้องน้ำสาธารณะดังกล่าวเป็นอาคารทรงจั่วโดยมีช่อฟ้าบนหน้าบันทั้งสองด้านด้วย ซึ่งทำให้ชาวกัมพูชาบางส่วนมองว่าไม่มีความเหมาะสม เนื่องช่อฟ้าเป็นของสูง ควรติดตั้งเฉพาะบนอาคารที่เป็นสถานที่สำคัญทางศาสนา สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ หรือปราสาทราชวังเท่านั้น ไม่ควรเอาช่อฟ้ามาใส่บนห้องน้ำสาธารณะ
ผู้ใช้เฟซบุ๊กในชื่อ អង្គ ច័ន្ទ ได้โพสต์ข้อความเชิงให้ความรู้ว่า “ช่อฟ้า” มีประวัติและความหมายอย่างไร โดยบอกว่า ตามหลักเกณฑ์ทางสถาปัตยกรรมเขมรแต่โบราณ ช่อฟ้า เป็นสัญลักษณ์แทนสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เช่น ครุฑ (ตัวแทนแห่งอำนาจบนท้องฟ้า) หรือ นาค (ตัวแทนแห่งน้ำและดิน) เครื่องประดับอาคารชนิดนี้ไม่ได้ใช้เพียงเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่ยังเป็นการแบ่งลำดับชั้นของอาคารอีกด้วย กล่าวคือ
1.ศาสนสถาน: ใช้ประดับเฉพาะบนพระอุโบสถ (วิหาร) ของวัดวาอาราม ซึ่งเป็นที่ประดิษฐานพระพุทธรูปและเป็นที่เคารพสักการะ
2.อาคารราชวงศ์: ใช้ประดับเฉพาะบนพระบรมมหาราชวัง หรือพระตำหนักขององค์พระมหากษัตริย์เท่านั้น
“ทำไมจึงห้ามใช้ช่อฟ้าประดับบนหลังคาห้องน้ำ?
ความขัดแย้งทางลำดับชั้น: ห้องน้ำเป็นสถานที่สำหรับชำระล้างร่างกายและขับถ่าย ซึ่งตามความเชื่อถือเป็นสถานที่ "อสุจิ" (ไม่สะอาด) ในขณะที่ช่อฟ้าคือสิ่งสูงส่งที่เป็นตัวแทนของสรวงสวรรค์และเทวดา การนำสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปประดับไว้เหนือที่ขับถ่าย จึงถือเป็นการลบหลู่คุณค่าทางสถาปัตยกรรมเขมรอย่างร้ายแรง
การสูญเสียอัตลักษณ์: หากอาคารทุกประเภทสามารถใช้ช่อฟ้าได้ทั้งหมด คุณค่าของพระวิหารและพระราชวังก็จะถูกลดทอนลง จนไม่สามารถแยกแยะได้ว่าที่ใดคือศาสนสถานศักดิ์สิทธิ์ และที่ใดคือพื้นที่สาธารณะทั่วไป
“สถาปัตยกรรมเขมรนั้นมีระเบียบแบบแผนและกฎเกณฑ์ที่ชัดเจนมาก การสร้างสรรค์สิ่งใหม่ควรเคารพตามรูปแบบดั้งเดิม เพื่อให้มรดกของเรายังคงคุณค่าและความสง่างามสืบไปชั่วนิรันดร์
ช่วยกันแชร์เพื่อให้ลูกหลานเขมรได้มีความรู้ความเข้าใจที่ชัดเจนยิ่งขึ้น!”
ขณะที่ผู้ใช้เฟซบุ๊กในชื่อ INNex โพสต์ข้อความว่า “ช่อฟ้า” คืออะไร มีความหมายอย่างไร และใช้ในงานสถาปัตยกรรมอย่างไร
“ช่อฟ้าเป็นเครื่องประดับทางสถาปัตยกรรมชนิดหนึ่ง มีรูปร่างเป็นนกหรือเปลวไฟ ในรูปแบบของประติมากรรมแบบเขมร ใช้เป็นเครื่องประดับบนหลังคาแบบเขมร และเป็นสัญลักษณ์แทนภูเขาสุเมรุ หรือภูเขาศักดิ์สิทธิ์ในตำนานฮินดูและพุทธ
“ช่อฟ้าใช้สำหรับอาคารศักดิ์สิทธิ์และเพื่ออุทิศบุญกุศลแก่เทพเจ้าต่างๆ มักพบเห็นได้บนหลังคาของวัด อาราม และพระราชวัง โดยจะติดไว้ที่ปลายหลังคาเพื่อแสดงถึงความยิ่งใหญ่และขอพรให้โชคดี
“ปัจจุบัน การติดช่อฟ้าบนโครงสร้างทางสถาปัตยกรรมเป็นสัญลักษณ์ของการอุทิศตน ขอพรให้มีเสถียรภาพ ความก้าวหน้า และการปกครองที่เป็นธรรมสำหรับสถาบันที่อยู่ใต้หลังคา”
ด้านผู้ใช้เฟซบุ๊ก ชื่อ Thany Chea ได้แสดงความเห็นใต้โพสต์ดังกล่าว โดยระบุว่า ความเห็นจากสถาปนิกโบราณ: ที่มาของคำว่า "ช่อฟ้า" และ "หน้าบัน"
เนื่องจากคำว่า "ช่อฟ้า" (ซึ่งเรียกตามภาษาไทย) เป็นคำที่ติดปากชาวเขมรมาเป็นเวลานาน จึงเป็นการยากที่จะแก้ไขให้กลับมาใช้คำตามรากศัพท์เขมรที่ถูกต้อง ข้าพเจ้าขอพูดตามตรงในฐานะสถาปนิกโบราณผู้มีประสบการณ์พอสมควรในสายงานก่อสร้างประเภทนี้
สถาปัตยกรรมลักษณะนี้ส่วนใหญ่เกิดขึ้นในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระหริรักษ์รามาธิบดี (พระองค์ด้วง) ซึ่งเป็นยุคหลังสมัยอังกอร์ (นครวัด) ข้าพเจ้าได้พยายามสืบค้นและศึกษารูปสลักตามผนังปราสาทหินต่าง ๆ แต่กลับไม่พบร่องรอยของสิ่งก่อสร้างประเภทนี้ในภาพสลักเหล่านั้นเลย
แม้ว่าสิ่งก่อสร้างเหล่านี้จะยังคงรักษาเอกลักษณ์ รูปทรง และลวดลายศิลปะแบบอังกอร์เอาไว้ เพราะสร้างโดยช่างฝีมือชาวเขมร แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจที่สุดคือ ชื่อขององค์ประกอบสองอย่างที่ติดตั้งบนอาคารกลับมีชื่อเรียกที่คล้ายคลึงกับภาษาไทย นั่นคือคำว่า "ช่อฟ้า" และ “หน้าบัน”
จากการศึกษาเอกสารทางประวัติศาสตร์: เมื่อพิจารณาจากพงศาวดารเขมร, เอกสารมหาบุรุษเขมร และบทนำในพระไตรปิฎก สามารถสันนิษฐานได้ว่า สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นพร้อมกับการเข้ามาของพระพุทธศาสนาฝ่ายหินยาน (ธรรมยุติกนิกาย) ในสมัยที่ราชสำนักกัมพูชาตั้งอยู่ที่เมืองอุดงและเมืองละแวก ดังนั้นขอให้ผู้อ่านลองพิจารณาดูว่าคำเหล่านี้มีที่มาจากไหน
อย่างไรก็ตาม โปรดพิจารณาด้วยว่าดินแดนทั้งหมดของประเทศไทยในปัจจุบันนั้น เดิมทีมีเขมรเป็นเจ้าของ ข้าพเจ้าขอยืนยันว่า ศิลปะ "หางนาค" (ซึ่งก็คือช่อฟ้า) แท้จริงแล้วคือศิลปะที่ชาวเขมรเป็นผู้ออกแบบไว้บนสิ่งก่อสร้าง แต่เนื่องจากในยุคนั้นเขมรตกอยู่ในภาวะเสื่อมถอยอย่างหนัก จึงได้รับอิทธิพลทางภาษาและคำศัพท์บางส่วนมาจากเสียม (ไทย)
ความหมายเชิงสถาปัตยกรรมของช่อฟ้า: หากมองจากรูปทรงและโครงสร้างของอาคาร ช่อฟ้า ก็คือส่วน "หางของนาค" นั่นเอง เพราะส่วนหัวของนาคจะทอดตัวลงมาตามขอบชายคาบนมุมทั้ง 4 ของหลังคา ส่วนการตีความความหมายเชิงลึกตามคติการก่อสร้างนั้นถือเป็นอีกเรื่องหนึ่งต่างหาก
ด้านผู้ใช้เฟซบุ๊กในชื่อ Leng Samnang ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า ช่อฟ้า: ความสง่างามบนยอดหลังคา และความแตกต่างระหว่างเขมรกับไทย
ช่อฟ้า คือความสง่างามที่ประดับอยู่บนปลายหลังคาปราสาท เป็นสัญลักษณ์แทนอวัยวะของสัตว์ที่ใช้เป็นอาวุธในการป้องกันตัวหรือใช้ต่อสู้ (เช่น เขา หรือ งา) นี่คือสิ่งที่ถูกต้อง แต่หากจะให้บอกว่าช่อฟ้าเป็นตัวแทนของทะเล ภูเขา หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ นั้น ข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย
ประเด็นที่ข้าพเจ้าต้องการจะนำเสนอในที่นี้คือ ช่อฟ้าเขมรและช่อฟ้าไทยมีความแตกต่างกันอย่างไร?
เดิมทีช่อฟ้า ทั้งแบบที่มี "รอยหยัก (บวก)" และ "ไม่มีรอยหยัก" ล้วนมีต้นกำเนิดจากเขมร เราเคยพบหลักฐานช่อฟ้าที่มีร่องรอยของการหยักบ้างเล็กน้อยบนผนังปราสาทบายน (แต่เป็นเพียงร่องรอยส่วนน้อยเท่านั้น) ทว่าช่อฟ้าดั้งเดิมของเขมรที่มีมาแต่โบราณกาลนั้น ไม่มีรอยหยัก
ในสมัยที่พระบาทชัยวรมันที่ 7 เสด็จสวรรคต พระญาติวงศ์นามว่า "พญาร่วง" ได้แยกตัวไปสร้างเขตปกครองตนเองทางทิศตะวันตกของอาณาจักร (ไม่ขึ้นตรงต่อพระบาทชัยวรมันที่ 8) ซึ่งก็คือพื้นที่ของประเทศไทยในปัจจุบัน ต่อมาเครื่องประดับสถาปัตยกรรมต่าง ๆ จึงเริ่มถูกดัดแปลงให้มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวแยกออกมาจากดินแดนอังกอร์
ในที่นี้ข้าพเจ้าขอหยิบยกเฉพาะเรื่อง "ช่อฟ้า" มาอธิบาย:
-ช่อฟ้าในดินแดนของพญาร่วง (ไทย): ได้ถูกดัดแปลงให้เห็นรูปทรง "รอยหยัก (บวก)" อย่างชัดเจน ดังที่เราเห็นบนยอดหลังคาอาคารหรือวัดในประเทศไทยปัจจุบัน
-ช่อฟ้าในดินแดนกัมพูชา: ยังคงรักษารูปทรงดั้งเดิมเอาไว้ นั่นคือ "ช่อฟ้าที่ไม่มีรอยหยัก"
หลักฐานยืนยัน: ตลอดสมัยละแวก, สมัยอุดง, สมัยจตุมุข, สมัยสังคมราษฎร์นิยม, สมัยสาธารณรัฐเขมร จนถึงสมัยรัฐกัมพูชา... ช่อฟ้าของเขมรล้วน ไม่มีรอยหยัก ทั้งสิ้น
ทว่าในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมานี้เอง ที่คนเขมรบางกลุ่มที่ขาดความรู้ความเข้าใจ ได้นำเอา "ช่อฟ้าแบบไทย (ที่มีรอยหยัก)" มาติดตั้งบนอาคารของเขมร ซึ่งมีเหตุการณ์ที่ผิดพลาดอย่างรุนแรงอยู่ 2 กรณีคือ:
1.บนหลังคาพลับพลาที่ประทับของพระมหากษัตริย์: ในพิธีแรกนาขวัญ ณ ท้องสนามหลวง (เวิลพระเมรุ) มีการใช้ช่อฟ้าแบบมีรอยหยักของไทยมาติดตั้งโดยไม่รู้ตัว
2.อาคารในโครงการเมืองใหม่ (Urbanization): ซึ่งออกแบบโดยท่าน ลี รักษมี (Ly Raksmey)
ทั้งสองกรณีนี้ทำให้ชาวไทย โดยเฉพาะช่างฝีมือไทย ตำหนิว่าเขมรไปขโมยแบบของไทยมา ซึ่งข้าพเจ้าไม่ได้เข้าข้างฝ่ายไทย แต่ประการที่เขาตำหนินั้นคือเรื่องจริง เมื่อมีการซักถาม คณะกรรมการมักจะยกอ้างภาพจิตรกรรมบนระเบียงคดของวัดพระแก้วมรกต(ในพนมเปญ)มาเป็นหลักฐาน
ตรงจุดนี้ข้าพเจ้าขอถามกลับว่า เหตุใดจึงไม่เอาแบบอย่างจากประวัติศาสตร์ทั้ง 4 สมัยที่กล่าวไปข้างต้น (ละแวก, อุดง, สังคมราษฎร์นิยม ฯลฯ) มาเป็นต้นแบบ แต่กลับไปเอาสิ่งที่ไม่ใช่ของเดิมมาใช้?
บันทึกทางประวัติศาสตร์ระบุไว้ว่า:
"ภาพเขียนรอบระเบียงคดและภายในพระอุโบสถวัดพระแก้วมรกต (ในพนมเปญ) เขียนโดยการนำของ ท่านอาจารย์ เอียง สาย (Eang Say) ซึ่งก่อนที่จะลงมือเขียน ท่านได้นำคณะช่างไปเรียนรู้วิธีการเขียนภาพเหล่านั้นมาจาก ประเทศไทย"
ด้วยเหตุนี้เอง เราจึงเห็นรูปปราสาทในภาพเขียนเหล่านั้นมีช่อฟ้าที่มีรอยหยักประดับอยู่บ้างเล็กน้อย แต่ก็ยังไม่ใช่รอยหยักที่สมบูรณ์แบบเหมือนของไทยเสียทีเดียว

