แฟนคลับส่งกำลังใจ! หลังคนใกล้ชิดเผย “จา พนม” ตรวจพบมะเร็งถุงน้ำดีระยะที่ 3 เข้าสู่ระยะที่ 4 สู้โรคมานานเกือบ 2 ปี ด้าน “หมอแล็บแพนด้า” รุดให้ความรู้ เตือนเป็นภัยเงียบที่น่ากลัวเพราะระยะแรกแทบไม่มีอาการ ชี้สาเหตุหลักมักเกิดจาก “นิ่วในถุงน้ำดี” ที่ระคายเคืองเรื้อรังจนเซลล์กลายพันธุ์ แนะสังเกตสัญญาณอันตราย ท้องอืดเรื้อรัง ปวดชายโครงขวา หรือตัวเหลือง ย้ำหัวใจสำคัญคือการตรวจเจอให้ไวเพื่อเพิ่มโอกาสในการรักษา
จากกรณีหลังคนใกล้ตัว “จา พนม ยีรัมย์” หรือ “โทนี่ จา” นักแสดงแอ็กชันขวัญใจชาวไทย ได้ออกมาเผยผ่านไนน์เอ็นเตอร์เทน ระบุว่า ที่เห็น จา พนม ผอมลงเป็นเพราะตรวจพบว่าป่วยเป็นโรคมะเร็งในถุงน้ำดี ระยะที่ 3 เกือบ 4 ซึ่ง มิ.ย.นี้ก็จะครบ 2 ปีที่เป็นโรคนี้แล้ว
อย่างไรก็ตาม วันนี้ (5 ก.พ.) เพจ "หมอแล็บแพนด้า" ได้ออกมาโพสต์ข้อความเกี่ยวกับประเด็นดังกล่าว ชี้ มะเร็งถุงน้ำดีเป็นภัยเงียบที่ต้องระวัง อย่างไรก็ตาม ทางเพจดังได้ระบุข้อความว่า
"ได้อ่านข่าว “จา พนม” เป็นมะเร็งในถุงน้ำดี ระยะที่ 3 ไป 4 ก็ขอเป็นกำลังใจให้ครับ เป็นภัยเงียบจริงๆ
1. รู้จัก "ถุงน้ำดี" และหน้าที่ของมัน
ลองจินตนาการว่า ตับของเราคือโรงงานผลิต "สบู่จากธรรมชาติ" (น้ำดี)
หน้าที่ของมันสำคัญมาก ลองนึกภาพเวลาเราไปจับน้ำมันจนมือมันแผล็บ ถ้าเราล้างน้ำเปล่าเฉยๆ คราบมันจะไม่ออกใช่มั้ยครับ? ต้องถูสบู่คราบมันถึงจะหลุด
ในท้องเราก็เหมือนกันครับ ร่างกายต้องใช้ "น้ำดี" นี่แหละไปช่วยตีไขมันก้อนใหญ่ๆ ให้แตกตัวเป็นเม็ดเล็กๆ ร่างกายถึงจะดูดซึมไปใช้ได้
แต่โรงงานตับนี่ขยันจัด ทำงานไม่พัก ผลิตน้ำดีตลอด 24 ชม. เลยต้องมี "ถังพัก" เอาไว้เก็บสต๊อกน้ำดีไว้ใช้ตอนเราจัดหนักมื้อใหญ่... ไอ้ถังพักนี่แหละคือ "ถุงน้ำดี" ครับ
โดยปกติมันจะทำงานเงียบๆ บีบตัวส่งน้ำดีเมื่อเรากินอาหาร แต่เมื่อไหร่ที่ "ส่วนผสม" ในน้ำดีผิดปกติ มันจะเริ่มตกตะกอนไปเรื่อยๆ จนกลายเป็น "นิ่ว" (Gallstones) เหมือนก้อนหิน
2. จาก "ก้อนหิน" กลายเป็น "มะเร็ง" ได้ยังไง?
มะเร็งถุงน้ำดี ส่วนใหญ่ไม่ได้เกิดขึ้นปุบปับ แต่มักเกิดจาก "การระคายเคืองเรื้อรัง" (Chronic Irritation)
* ลองนึกถึงก้อนหินที่กลิ้งไปมา ขูดขีดผนังถุงน้ำดีทุกวัน เป็นเวลา 10-20 ปี แผลถลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่า เซลล์บริเวณนั้นมันก็พยายามซ่อมแซมตัวเอง จนเกิดความผิดพลาด (Mutation) และกลายร่างเป็นเซลล์มะเร็งในที่สุด
คนที่มีนิ่วจะไม่เป็นมะเร็งทุกคน แต่ "ผู้ป่วยมะเร็งถุงน้ำดีส่วนใหญ่จะตรวจพบว่ามีนิ่วด้วย" โดยเฉพาะนิ่วที่มีขนาดใหญ่กว่า 3 ซม.
3. สัญญาณเตือน ที่เตือนช้ามาก
ความน่ากลัวของโรคนี้คือ ในระยะเริ่มต้น "แทบไม่มีอาการ" หรือมีอาการที่เรานึกว่าเป็นโรคอื่น เช่น
* ท้องอืด แน่นท้อง อาหารไม่ย่อย
* ปวดหน่วงๆ บริเวณชายโครงขวา
* ตัวเหลือง ตาเหลือง เกิดจากก้อนมะเร็งไปอุดตันท่อน้ำดี
* คลำเจอก้อนแถวๆ ใต้ชายโครงขวา
* น้ำหนักลดผิดปกติ โดยไม่รู้สาเหตุ
4. กลุ่มเสี่ยงที่จะเป็นมะเร็งในถุงน้ำดี คือ
* มีนิ่วในถุงน้ำดี
* มีติ่งเนื้อในถุงน้ำดีที่มีขนาดใหญ่กว่า 1 ซม.
* ผนังถุงน้ำดีมีแคลเซียมมาเกาะจนแข็งทึบ (เห็นได้จากการ X-ray)
* วัย 50-60 ปีขึ้นไป
5. หัวใจสำคัญคือ การเจอให้ไว
ถ้าลุกลามแล้วการรักษาจะซับซ้อนขึ้น อาจต้องตัดตับบางส่วนออก หรือใช้เคมีบำบัดร่วมด้วย ซึ่งผลการรักษาจะลดหลั่นลงไปตามระยะโรค
ดีที่สุดคือกันไว้ดีกว่าแก้ ต้องหมั่นสังเกตและตรวจเช็กสุขภาพเป็นประจำนะคร้าบ"

