เศรษฐกิจไทยโคม่า สัญญาณคนป่วยแห่งเอเชียชัดเจน ภาคเอกชนประสานเสียงวอนรัฐบาลใหม่ ส่งคนมีฝีมือเข้ากู้วิกฤตโดยด่วน ชี้หากปล่อยให้ช้ากว่านี้อาจสายเกินแก้
เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ หลังเผชิญแรงกดดันสะสมจากการเติบโตที่ซบเซาต่อเนื่องหลายปี แรงขับเคลื่อนหลักของระบบเศรษฐกิจเริ่มอ่อนแรงพร้อมกัน ทั้งการใช้จ่ายของครัวเรือน ภาคอุตสาหกรรม และการท่องเที่ยว ขณะที่ปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างสังคมสูงวัย หนี้ครัวเรือนในระดับสูง ความสามารถในการแข่งขันที่ถดถอย ความไม่แน่นอนทางการเมือง และแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลก กำลังซ้ำเติมความเปราะบางและจำกัดศักยภาพการขยายตัวในระยะยาว
รายงานของสำนักข่าวไฟแนนเชียลไทม์ส ระบุว่า เศรษฐกิจไทยติดอยู่ในภาวะการเติบโตต่ำเพียงราว 2% ต่อปีต่อเนื่องยาวนานกว่า 5 ปี แม้หลายประเทศจะเริ่มฟื้นตัวหลังวิกฤตโควิด-19 แต่เศรษฐกิจไทยกลับขยายตัวได้อย่างจำกัด ปัจจัยฉุดรั้งสำคัญมาจากโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว จำนวนประชากรวัยแรงงานลดลงต่อเนื่อง หนี้ครัวเรือนขยับขึ้นใกล้ 90% ของ GDP ภาคการผลิตได้รับผลกระทบอย่างหนักจากอุปสงค์ในประเทศที่อ่อนแอ ควบคู่กับการแข่งขันที่รุนแรงจากสินค้านำเข้าราคาต่ำจากจีน และการย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่มีต้นทุนต่ำกว่าอย่างเวียดนาม อุตสาหกรรมยานยนต์ ซึ่งเคยเป็นฐานการผลิตหลักของภูมิภาค สะท้อนภาพถดถอยอย่างชัดเจน จากการที่ผู้ผลิตรายใหญ่ทยอยปิดโรงงานหรือปรับลดกำลังการผลิต ส่งผลกระทบเป็นวงกว้างต่อการจ้างงานและห่วงโซ่อุปทาน ขณะที่ตัวเลขการผลิตและยอดขายยังไม่กลับสู่ระดับก่อนเกิดการระบาด
นอกจากนี้ ภาคการท่องเที่ยว ซึ่งเคยเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญ เริ่มส่งสัญญาณสะดุดอย่างเห็นได้ชัด โดยในปี 2568 ไทยมีนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 32.9 ล้านคน ลดลงจากปีก่อนหน้า และยังต่ำกว่าระดับก่อนโควิด ปัจจัยด้านความเชื่อมั่น ความปลอดภัย และการแข่งขันจากจุดหมายปลายทางอื่นในภูมิภาค ส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังธุรกิจค้าปลีก เกษตรกรรม และการลงทุนในภาคโรงแรม ในอีกด้านหนึ่ง ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อ ได้กลายเป็นข้อจำกัดสำคัญต่อการกำหนดนโยบายและการลงทุน การเปลี่ยนแปลงผู้นำรัฐบาลบ่อยครั้งภายในระยะเวลาอันสั้น ทำให้การขับเคลื่อนนโยบายขาดความต่อเนื่อง และเพิ่มความลังเลให้กับภาคธุรกิจในการตัดสินใจลงทุนระยะยาว
ภาพรวมเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงสถานะทางเศรษฐกิจของไทย จากประเทศที่เคยถูกมองว่ามีความแข็งแกร่งและรับมือกับแรงกระแทกได้ดี กลับถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มเศรษฐกิจที่มีความเปราะบางมากขึ้นในภูมิภาค โดยปัญหาที่เผชิญอยู่ไม่ใช่เพียงความผันผวนระยะสั้น แต่เป็นสัญญาณของการขาดแรงขับเคลื่อนใหม่ในระยะยาว
ด้าน นายพจน์ อร่ามวัฒนานนท์ ประธานกรรมการหอการค้าไทยและสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานการประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เปิดเผยว่า หลังจากใกล้ถึงเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์นี้แล้ว หวังจะมีการตั้งรัฐบาลโดยเร็วที่สุด และควรสรรหารัฐมนตรีที่มีองค์ความรู้ เป็นผู้มีความสามารถเพียงพอในแต่ละด้านเพื่อดูแลแต่ละกระทรวงอย่างจริงจัง เพราะสภาวะบ้านเมืองไทยที่รายล้อมด้วยปัญหาจากทั้งในประเทศและต่างประเทศ วิกฤตเศรษฐกิจ ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ และการกีดกันการค้าต่างๆ ทำให้หากวันนี้เราไม่มีมืออาชีพหรือคนทำงานเป็นจริงๆ เข้ามา ประเทศไทยจะเหนื่อยและเดือดร้อนแน่นอน หากจะจัดตั้งรัฐมนตรีตามโควต้าอย่างไร ปัญหาจะตามมาเยอะ ทำงานกันไม่ได้ จึงเป็นสิ่งที่หวังว่าจะได้คนมีฝีมือจริงเข้ามาทำงาน
“ยังไม่จำเป็นต้องเริ่มแก้กฎหมาย ทำพระราชบัญญัติ แต่อย่างน้อยต้องเริ่มจากการแก้กฎกระทรวงและประกาศของกรมที่เป็นอุปสรรคต่อการทำธุรกิจ เรื่องอะไรที่เดินได้ดีอยู่แล้วก็สานต่อ หากมีอะไรคาอยู่แล้วดีก็ทำต่อ ไม่ใช่มานั่งนับหนึ่งใหม่ เพราะจะไม่ทัน ในระยะสั้น แค่ทำตรงนี้ให้ได้ก็ถือว่าเพียงพอแล้ว” นายพจน์กล่าว

