xs
xsm
sm
md
lg

สตม.โชว์รวบอาชญากรข้ามชาติ หนุ่มอเมริกันฆาตกรโหด-คดีฟอกเงินมัลดีฟส์ 50 ล้าน-3 เหงียนหนีคดีฆ่าซุกไทย

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สตม.แถลงรวบหนุ่มอเมริกันหนีคดีฆาตกรรมโหด คดีฟอกเงินมัลดีฟส์มูลค่ากว่า 50 ล้านบาท และ 3 ผู้ต้องหาชาวเวียดนามคดีฆ่าคนตาย พร้อมสกัดขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าว 51 คน ย้ำไทยไม่ใช่ที่หลบซ่อนอาชญากรข้ามชาติ

วันนี้ (5 ก.พ.) ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมืองพล.ต.ต.พันธนะ นุชนารถ รอง ผบช.สตม.ในฐานรอง ผอ.ศปชก.สตม., พล.ต.ต.ภานพ วรธนัชชากุล ผบก.สส.สตม.ในฐานะเลขานุการ ศปชก.สตม.และเจ้าหน้าที่เกี่ยวข้องร่วมแถลงข่าวการจับกุมผู้ต้องหาคดีสำคัญ


คดีแรก รวบหนุ่มอเมริกันหนีคดีฆาตกรรมโหดในอเมริกา สืบเนื่องจาก บก.สส.สตม. ได้รับการประสานงานจากสำนักงานหน่วยสืบสวนคดีอาญาต่างประเทศสหรัฐอเมริกา กรุงเทพฯ แจ้งข้อมูล นายปีเตอร์ อายุ 23 ปี สัญชาติอเมริกัน ผู้ต้องหาตามหมายจับของศาลสูงริชมอนด์ รัฐจอร์เจีย ในข้อหา ฆาตกรรมโดยเจตนา ครอบครองอาวุธปืน บุกรุก และลักทรัพย์ โดยมีพฤติการณ์กระทำผิด คือ นายปีเตอร์ ได้ร่วมกับผู้ต้องหาอีก 1 ราย (ซึ่งถูกตำรวจสหรัฐอเมริกาจับกุมก่อนแล้ว) บุกรุกเข้าไปในบ้านของผู้เสียหายและได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายถึงแก่ความตาย โดยคาดว่าหลังก่อเหตุได้หลบหนีคดีเดินทางเข้ามาในประเทศไทย พล.ต.ต.ภานพ จึงสั่งการให้ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามจับกุมตัวนายปีเตอร์ เพื่อส่งกลับไปดำเนินคดีที่สหรัฐอเมริกา

จากการสืบสวนของ กก.1 บก.สส.สตม. พบว่า นายปีเตอร์ ได้เดินทางเข้ามาในประเทศไทย และจากการสืบสวนในเชิงลึกพบว่า นายปีเตอร์ ได้ไปพักอาศัยอยู่ที่อาคารชุดในซอยสรรพาวุธ 2 ถ.สรรพาวุธ แขวงบางนาเหนือ เขตบางนา กรุงเทพฯ จึงไปตรวจสอบจนกระทั่งพบ นายปีเตอร์ จึงแจ้งหนังสือแจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร และแจ้งรายละเอียดหมายจับของศาลสูงริชมอนด์ รัฐจอร์เจีย ให้นายปีเตอร์ ทราบ ซึ่งในเบื้องต้นนายปีเตอร์ ให้การว่าไม่ได้เป็นผู้ก่อเหตุดังกล่าว จึงนำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อกักตัวไว้รอการส่งกลับไปดำเนินคดีที่สหรัฐอเมริกาต่อไป

คดีที่ 2 บก.สส.สตม.รวบผู้ต้องหาหมายแดงคดีฟอกเงินของมัลดีฟส์ ความเสียหายกว่า 50 ล้านบาท ตามที่ สอท.สาธารณรัฐมัลดีฟส์ ประจำประเทศไทย มีหนังสือขอความร่วมมือมายังสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้สืบหาแหล่งที่อยู่ของนายโมฮัมหมัด อายุ 38 ปี สัญชาติมัลดีฟส์ ซึ่งเป็นผู้ต้องหาหลบหนี จากสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ในความผิดฐานช่วยเหลือและสนับสนุนการฟอกเงินสาธารณะ และองค์การตำรวจสากลได้ออกประกาศสีแดง (Interpol Red Notice) เพื่อผลักดันกลับสาธารณรัฐมัลดีฟส์ ไปดำเนินคดีตามกฎหมาย 3

พฤติการณ์กระทำผิดของ นายโมฮัมหมัด กล่าวคือ จากการสืบสวนของเจ้าหน้าที่ตำรวจมัลดีฟส์ พบว่านายโมฮาหม็ด เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งหัวหน้าฝ่ายการเงินของสมาคมฟุตบอลมัลดีฟส์ ได้ใช้ตำแหน่งของเขาในการยักยอกเงินที่ได้รับจากฟีฟ่าเพื่อใช้ส่วนตัว และได้ช่วยเหลืออดีตประธานของสมาคมฟุตบอลมัลดีฟส์ในการใช้ส่วนตัวและฟอกเงิน และมีส่วนร่วมในการช่วยเหลือการฟอกเงินดังกล่าว โดยการจัดทำเอกสารไม่ถูกต้องเพื่อแสดงธุรกรรมของสมาคมฟุตบอลมัลดีฟส์ในฐานะ "การขายเงินดอลลาร์สหรัฐ" เพื่อซื้อ Penthouse ราคา 25,000,000 รูฟียาห์ หรือ 1,621,271.08 ดอลลาร์สหรัฐ (กว่า 50 ล้านบาท ) สำหรับอดีตนายกสมาคมฟุตบอลแห่งมัลดีฟส์ เมื่อปี พ.ศ. 2564

โดย นายโมฮัมหมัด ได้หลบหนีคดีมายังประเทศไทย จากการสืบสวนของ กก.1 บก.สส.สตม. พบว่า นายโมฮัมหมัด เข้าพักอาศัยอยู่ในโรงแรมในย่านถ.ประเสริฐมนูกิจ แขวงจระเข้บัว เขตลาดพร้าว กรุงเทพฯ จึงไปตรวจสอบ และพบนายโมฮัมหมัด จึงแจ้งหนังสือแจ้งการเพิกถอนการอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักร นำตัวส่ง กก.3 บก.สส.สตม. เพื่อกักตัวไว้รอการส่งกลับไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐ มัลดีฟส์ ต่อไป


คดีที่ 3 รวบ 3 เวียดนา หนีคดีฆ่าคนตายซุกไทย
โดยกก.1 บก.สส.สตม. จับกุม นายบาวู (สงวนนามสกุล) อายุ 56 ปี สัญชาติเวียดนาม, นางสาวทุ หูเย็น (สงวนนามสกุล) อายุ 40 ปี และนายลาดุย (สงวนนามสกุล) อายุ 45 ปี สัญชาติเวียดนาม โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าว อยู่ในราชอาณาจักรโดยการอนุญาตสิ้นสุด

จากกรณีที่กรมความร่วมมือระหว่างประเทศ กระทรวงความมั่นคงสาธารณะ สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามขอความร่วมมือมายังสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ในการตรวจสอบและจับกุม นายบาวู, นางสาวทุ หูเย็น และนายลาดุย
3 ผู้ต้องหาตามหมายจับของตำรวจนครดานัง ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิดฐาน ฆ่าคนตายโดยเจตนา พล.ต.ต.ภานพ จึงสั่งการให้ กก.1 บก.สส.สตม. สืบสวนติดตามจับกุม จากการสืบสวนพบว่า นายบาวู,นางสาวทุ หูเย็น เข้าพักอาศัยที่โรงแรมในพื้นที่ หมู่ 6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จว.ชลบุรี ส่วนนายลาดุย พักอาศัยอยู่
ในย่านซอยสวนพลู เขตสาทร กทม. โดยทั้ง 3 คน การอนุญาตให้อยู่ในราชอาณาจักรได้สิ้นสุดแล้ว (Overstay) จึงจัดกำลังไปเฝ้าเพื่อวางแผนจับกุมในสถานที่ดังกล่าวทั้ง 2 แห่ง

จากการตรวจสอบที่โรงแรมในพื้นที่ หมู่ 6 ต.นาเกลือ อ.บางละมุง จ.ชลบุรี พบนายบาวู, นางสาวทุ หูเย็น จึงจับกุมนำตัวส่ง พงส.สภ.เมืองพัทยา จว.ชลบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย และจากการไปตรวจสอบที่พักในย่านซอยสวนพลู เขตสาทร กรุงเทพฯ พบนายลาดุย จึงจับกุมตัวส่ง
พงส.กลุ่มงานสอบสวน บก.สส.สตม. ดำเนินคดีตามกฎหมาย และ กก.3 บก.สส.สตม. จะได้ดำเนินการส่งทั้ง 3 คน กลับไปดำเนินคดีที่สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนามต่อไป


คดีที่ 4 เจ้าหน้าที่กก.2 บก.สส.สตม. จับกุมนายสมชาย (สงวนนามสกุล) อายุ 26 ปี สัญชาติเมียนมา พร้อมของกลางรถกระบะตู้ทึบ โดยกล่าวหาว่า โดยรู้ว่าเป็นคนต่างด้าวเข้ามาในราชอาณาจักรโดยฝ่าฝืน พ.ร.บ.นี้ให้เข้าพักอาศัย ซ่อนเร้น หรือช่วยเหลือด้วยประการใด ๆ เพื่อให้คนต่างด้าวนั้นพ้นจากการจับกุม และจับกุมคนต่างด้าวสัญชาติเมียนมา จำนวน 51 คน

โดยกล่าวหาว่า เป็นคนต่างด้าวเดินทางเข้ามาและอยู่ในราชอาณาจักรโดยไม่ได้รับอนุญาต นำตัวส่ง พงส.สภ.ลาดหญ้า จ.กาญจนบุรี ดำเนินคดีตามกฎหมาย สถานที่จับกุม ริมถนนแสงชูโต ต.ลาดหญ้า อ.เมืองกาญจนบุรี จว.กาญจนบุรี

กก.2 บก.สส.สตม. ได้รับแจ้งเบาะแสว่ามีคนต่างด้าวลักลอบเข้าเมืองทางด้านชายแดน จว.กาญจนบุรี จึงได้ทำการสืบสวนจนพิสูจน์ทราบเส้นทางการลักลอบพาคนต่างด้าวเข้ามาในประเทศ จึงได้ลงพื้นที่วางกำลังเพื่อจับกุม

จนกระทั่งได้พบรถต้องสงสัยลักษณะรถกระบะตู้ทึบวิ่งด้วยความเร็วสูงมุ่งหน้าเข้าตัวเมืองกา ญจนบุรี จึงได้ติดตามไปอย่างกระชั้นชิด และได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจคนเข้าเมืองส่งสัญญาณให้ผู้ขับรถหยุดรถเพื่อตรวจสอบ

ผลการตรวจสอบพบว่าคนขับคือนายสมชายสัญชาติเมียนมา ภายในรถพบแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาชายหญิงหลบหนีเข้าเมืองรวมทั้งสิ้น 51 ราย จากการสอบถามนายสมชายให้การว่าได้รับแรงงานต่างด้าวสัญชาติเมียนมาจากชายแดนด้าน อ.สังขละบุรี จว.กาญจนบุรี โดยคิดค่าหัว หากจะเดินทางไป จว.ประจวบคีรีขันธ์ คนละ 13,000 บาท จว.นครราชสีมา คนละ 30,000 บาท จว.สมุทรสาคร คนละ 12,000 – 16,000 บาท และไปประเทศมาเลเซียคนละ 50,000 – 65,000 บาท จึงได้แจ้งข้อกล่าวหาให้ทราบและทำการจับกุมดำเนินคดีในข้อหาดังกล่าว และจะได้ทำการสืบสวนขยายผลหาผู้ร่วมขบวนการต่อไป

พล.ต.ต.พันธนะ ยังได้เปิดเผยสถิติการจับกุมคนต่างด้าวซึ่งมีหมายจับต่างประเทศของ สตม. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีสถิติผลการจับกุมคนต่างด้าวซึ่งมีหมายจับต่างประเทศ ในปี พ.ศ. 2568 และปี พ.ศ. 2569 ดังนี้ ปี พ.ศ. 2568 จำนวนทั้งสิ้น 102 ราย แยกสัญชาติ จีน จำนวน 42 ราย เกาหลีใต้ 8 ราย ญี่ปุ่น 6 ราย สหรัฐอเมริกา 6 ราย รัสเซีย 5 ราย และสัญชาติอื่น ๆ รวม 35 ราย และแยกตามประเภทความผิด ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 68 ราย ความผิดเกี่ยวกับเพศ 6 ราย ความผิดต่อชีวิตและร่างกาย 11 ราย ความผิดเกี่ยวกับยาเสพติด 15 ราย องค์กรอาชญากรรม 2 ราย โดยผู้ต้องหาสัญชาติจีน จำนวน 42 ราย คิดเป็น 41 เปอร์เซ็นต์

ปี พ.ศ. 2569 จำนวนทั้งสิ้น 23 ราย แยกสัญชาติ อเมริกา 1 ราย รัสเซีย 1 ราย จีน 14 ราย เวียดนาม 3 ราย ไต้หวัน 1 ราย มัลดีฟส์ 1 ราย ฝรั่งเศส 1 ราย เกาหลีใต้ 1 ราย และแยกตามประเภทความผิด ได้แก่ ความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ 13 ราย ความผิดเกี่ยวกับเพศ 1 ราย ความผิดเกี่ยวกับชีวิตและร่างกาย 4 ราย องค์กรอาชญากรรม 3 ราย ยาเสพติด 1 ราย ฟอกเงิน 1 ราย โดยผู้ต้องหาสัญชาติจีน จำนวน 14 ราย คิดเป็น 60 เปอร์เซ็นต์โดยผู้ต้องหาสัญชาติ จำนวน 42 ราย คิดเป็น 41 เปอร์เซ็นต์
กำลังโหลดความคิดเห็น