ชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา ยืนยันรัฐธรรมนูญปี 2560 มีเป้าหมายสร้างนักการเมืองซื่อสัตย์สุจริต ยกตัวอย่างคดีอดีต สส.หญิง–อดีตนายกฯ ถูกถอดจากตำแหน่งเพราะฝ่าฝืนจริยธรรม พร้อมตั้งข้อสังเกตพรรคการเมืองบางพรรคต้องการยกร่างใหม่เพื่อตัดกลไกตรวจสอบ
วันนี้ (6 ก.พ.) เฟซบุ๊ก “Chuchart Srisaeng” หรือ นายชูชาติ ศรีแสง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะศาลฎีกา โพสต์ข้อความลงยืนยันอีกครั้งว่า “รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ไม่ได้ก่อให้เกิดผลเสียหายต่อประชาชนทั่วไป แต่เป็นรัฐธรรมนูญที่มุ่งเน้นให้ประเทศไทยมีนักการเมืองที่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และต้องยึดถือหลักจริยธรรมอย่างเคร่งครัด
โดยระบุว่า ปัญหาทางการเมืองของประเทศไทยที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน มีสาเหตุสำคัญมาจากนักการเมืองจำนวนไม่น้อยเข้าสู่วงการเมืองเพื่อแสวงหาอำนาจและผลประโยชน์โดยมิชอบ รวมถึงการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ได้ออกแบบกลไกเพื่อควบคุม ตรวจสอบ และลงโทษผู้ฝ่าฝืนไว้อย่างชัดเจน
นับตั้งแต่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว นายชูชาติระบุว่า มีอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหญิงอย่างน้อย 2 ราย ถูกศาลฎีกาพิพากษาว่าฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง ส่งผลให้พ้นจากตำแหน่ง และถูกตัดสิทธิทางการเมืองตลอดชีวิต
นอกจากนี้ ยังมีอดีตนายกรัฐมนตรี 2 ราย ที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้พ้นจากตำแหน่ง เนื่องจากฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรง โดยกรณีหนึ่งเกี่ยวข้องกับการเสนอชื่อบุคคลที่ขาดคุณสมบัติด้านความซื่อสัตย์สุจริตเข้าดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี และอีกกรณีหนึ่งเกี่ยวข้องกับคลิปเสียงการสนทนากับผู้นำกัมพูชาในประเด็นข้อพิพาทระหว่างประเทศ ซึ่งถูกมองว่าส่งผลเสียต่อประเทศไทย
นายชูชาติยังกล่าวถึงกรณีอดีต สส.ของพรรคการเมืองหนึ่งกว่า 40 คน ซึ่งอยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าจะเข้าข่ายฝ่าฝืนจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่ โดยแม้การไต่สวนจะเสร็จสิ้นแล้ว แต่ยังไม่ได้นำเข้าสู่ที่ประชุมเพื่อลงมติ เนื่องจากมีการร้องขอความเป็นธรรมจากผู้ถูกกล่าวหา
พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เหตุผลสำคัญที่พรรคการเมืองบางพรรคพยายามผลักดันให้มีการยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 และยกร่างใหม่ทั้งฉบับ อาจเป็นเพราะไม่สามารถเสนอแก้ไขเป็นรายมาตรา โดยเฉพาะหมวดที่เกี่ยวข้องกับความซื่อสัตย์สุจริตและจริยธรรมทางการเมืองได้ เนื่องจากเกรงกระแสคัดค้านจากประชาชน
เขายังแสดงความกังวลว่า หากมีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ อาจนำไปสู่การแก้ไขบทบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับสถานะและพระราชอำนาจของสถาบันพระมหากษัตริย์
นายชูชาติย้ำด้วยว่า ในการลงประชามติรัฐธรรมนูญปี 2560 มีประชาชนลงคะแนนเห็นชอบจำนวน 16,820,402 คน หรือคิดเป็นร้อยละ 61.35 และขอเรียกร้องให้ประชาชนที่เคยลงมติเห็นชอบ ร่วมกันแสดงจุดยืน “ไม่เห็นชอบ” ต่อการแก้ไขหรือยกเลิกรัฐธรรมนูญ เพื่อรักษาหลักการด้านจริยธรรมนักการเมืองและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับดังกล่าว”

