หนุ่ม Gen Z วัย 23 ปี เปิดใจเบื้องหลังการเดินทางจากกรุงเทพฯ กลับบ้านเกิดที่ภาคใต้ เพื่อลงมติ 'ไม่เห็นชอบ' แก้ไขรัฐธรรมนูญ เผยบทเรียนราคาแพงจากหน้าประวัติศาสตร์โลก เตือนคนไทยอย่าหลงกลยุทธวิธี 'ถอนเสาหลัก' ทีละต้น ก่อนจะเหลือเพียงซากประเทศและความเสียดาย
เมื่อวันที่ 8 ก.พ. ผู้ใช้เฟซบุ๊ก "Chaiwat Sommit " ได้ออกมาโพสต์ข้อความสะท้อนมุมมองของคนรุ่นใหม่ที่ตัดสินใจลงคะแนน "ไม่เห็นชอบ" ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า
"ทำไมผมถึงเป็นเด็ก Gen Z (อายุ 23 ปี) ที่ตั้งใจเดินทางจาก กทม. กลับมาบ้านที่ภาคใต้ เกือบ 1,000 กม. เพื่อมากา ไม่เห็นชอบแก้รัฐธรรมนูญ?
ทำไมรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้ถึงสำคัญ เจอบทความนึงชอบมากผมขอหยิบยกมาเล่าให้ฟัง แล้วอยากลองให้ทุกท่านคิดพิจารณากัน ในการปกครองบนโลกนี้ ไม่มีสถาบันกษัตริย์ใดในโลกพังลงเพราะประชาชนตื่นขึ้นมาเกลียดกษัตริย์พร้อมกันทั้งประเทศ แต่ทุกสถาบันที่ล่ม ล้วนถูกทำให้ล้มทีละชิ้น อย่างเป็นระบบและแนบเนียน ประวัติศาสตร์ไม่ได้เตือนเราด้วยคำพูด แต่มันเตือนเราด้วยซากประเทศที่แตกเป็นเสี่ยง และสูตรนั้นกำลังถูกใช้ซ้ำอีกครั้ง
เริ่มจาก “กติกา” ก่อนเสมอ ทุกครั้งที่ฝ่ายซ้ายในโลกต้องการล้มสถาบันกษัตริย์ พวกเขาไม่เริ่มจากการโค่นกษัตริย์ แต่เริ่มจากการบอกว่า “เราขอแค่แก้รัฐธรรมนูญ” สเปน ปี 1931 รัฐธรรมนูญใหม่ถูกเสนอในนามของความก้าวหน้า แต่เนื้อแท้คือการตัดอำนาจเชิงโครงสร้างของสถาบัน ผลลัพธ์ไม่ใช่ประชาธิปไตยที่งดงาม แต่คือสงครามกลางเมือง เลือด และความแตกแยกยาวนาน
รัสเซีย ปี 1917 ซาร์ยังอยู่ แต่ไม่มีอำนาจ และเมื่อสถาบันกลายเป็นเพียงเงา การล้มก็เป็นเพียงพิธีกรรมขั้นสุดท้าย รัฐธรรมนูญคือด่านแรก ใครก็ตามที่บอกว่า “ไม่เกี่ยวกับสถาบัน” ควรถูกตั้งคำถามก่อนเสมอ ทำให้กองทัพ “แพ้” โดยไม่ต้องรบ ไม่มีระบอบกษัตริย์ใดอยู่ได้ หากกองทัพอ่อนแอ และไม่มีฝ่ายซ้ายใดโง่พอจะปะทะกองทัพตรง ๆ วิธีที่ใช้ซ้ำแล้วซ้ำเล่าคือ ด้อยค่ากองทัพ ตัดงบประมาณ ทำให้คำว่า “ทหาร” กลายเป็นภาพลบในสังคม ฝรั่งเศสก่อนปี 1789 กองทัพขาดงบ ขาดเกียรติ นายทหารถูกวาดภาพเป็นศัตรูของประชาชน เมื่อการปฏิวัติมาถึง กองทัพไม่เหลือพลังจะปกป้องอะไรเลย อิหร่าน ปี 1979 กองทัพของชาห์ไม่ได้แพ้ในสนามรบ แต่แพ้ในสนามศีลธรรม และเมื่อทหารลังเล ระบอบก็จบ สูตรอันตรายที่สุด แยกทหารผู้น้อยออกจากองทัพ
ถ้ามียุทธศาสตร์ใดที่การปฏิวัติทุกครั้งต้องใช้ มันคือการทำให้ทหารไม่เชื่อฟังผู้บังคับบัญชา
รัสเซีย 1917 เกิด “สภาทหาร” ของทหารชั้นผู้น้อย คำสั่งกลายเป็นเรื่องต่อรอง กองทัพกลายเป็นฝูงชนติดอาวุธ นคอมมิวนิสต์
คำว่า “ทหารของประชาชน” ถูกใช้เพื่อดึงทหารออกจากความจงรักภักดีเดิม เมื่อกองทัพไม่ขึ้นกับสถาบันใด สถาบันนั้นย่อมพัง นี่ไม่ใช่อุดมการณ์ นี่คือ เทคนิค เมื่อโจมตีสถาบันไม่ได้ ก็โจมตี “คุณค่า” ในโลกสมัยใหม่ การล้มสถาบันไม่จำเป็นต้องล้มตัวบุคคล แค่ทำให้คุณค่าที่สถาบันยืนอยู่ กลายเป็นของน่ารังเกียจ
ยุโรปทำลายศีลธรรมศาสนา ก่อนโค่นกษัตริย์ คอมมิวนิสต์ทำลาย “วัฒนธรรมเก่า” ก่อนยึดอำนาจ ในประเทศไทย ปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไม่ใช่นโยบาย แต่คือ สายใยทางศีลธรรม ระหว่างสถาบันกับประชาชน กลับถูกบิดเบือนให้กลายเป็น “การกดให้จน” “เครื่องมือชนชั้นนำ” นั่นไม่ใช่การวิจารณ์ แต่นั่นคือการตัดรากบทสรุปที่โลกเห็นมาแล้ว ไม่มีประเทศใดในประวัติศาสตร์
ที่ล้มสถาบันกษัตริย์แล้วได้เสรีภาพตามที่สัญญา ฝรั่งเศส ได้จักรพรรดิ
รัสเซีย ได้เผด็จการ อิหร่าน ได้ระบอบศาสนาที่เข้มข้นกว่าเดิม สเปน ได้สงครามกลางเมือง สิ่งที่หายไปคือสถาบัน สิ่งที่มาแทนคือ อำนาจที่ไม่ต้องอธิบายกับใคร คำเตือนถึงสังคมไทย อันตรายที่สุด ไม่ใช่คนที่ตะโกนล้มเจ้า แต่อันตรายที่สุดคือ คนที่บอกว่าไม่ล้ม แต่ค่อย ๆ ดึงเสาออกทีละต้น ประวัติศาสตร์ไม่ได้ซ้ำรอยเพราะโชคชะตา มันซ้ำรอยเพราะประชาชนถูกทำให้ลืม และเมื่อวันหนึ่งเราหันกลับไปมอง ประเทศอาจไม่เหลืออะไรให้ปกป้อง นอกจากคำว่า “รู้อย่างนี้ น่าจะรู้ทันตั้งแต่แรก”"

