คืนวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ประชาชนทั่วประเทศเฝ้าจอรอผลการเลือกตั้ง ส.ส. และประชามติ แต่สิ่งที่เห็นคือตัวเลขที่ "นิ่ง" ค้างจอหลายชั่วโมงจนขยับพรวดในรวดเดียว สถานการณ์นี้ทำให้เกิดคำถามดังก้องถึงความเป็นเรียลไทม์ และสงสัยว่าทำไมระบบของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถึงมีปัญหาซ้ำซาก ลงร่องเดิมที่เคยพลาดเมื่อปี 2562
ย้อนกลับไปถึงการเลือกตั้ง 24 มีนาคม 2562 หนึ่งในเหตุการณ์ที่ทำให้ประชาชนสูญเสียความเชื่อมั่นมากที่สุด คือระบบรายงานผลที่ กกต. อวดว่าจะรายงานผลแบบเรียลไทม์ กลับพังตั้งแต่ต้นคืน หลังปิดหีบไม่กี่ชั่วโมง ตัวเลขค้าง นิ่ง หยุดอัปเดต บางช่วงแสดงผลเกินจริง หรือคะแนนผู้สมัครบางคนถูก "ลด" ลงอย่างน่าฉงน
จากข้อมูลที่มีการเผยแพร่ในเวลานั้น กกต. แจงว่าระบบถูกโจมตีทางไซเบอร์หลายครั้ง แต่ผู้เชี่ยวชาญด้าน IT มองว่า ปัญหาหลักอาจมาจากความไม่พร้อมทางเทคนิค ไม่ใช่แฮกทั้งหมดอย่างที่อ้าง
ระบบรายงานผลในเวลานั้นถูกวิเคราะห์ว่ามีเซิร์ฟเวอร์จุดเดียว การทดสอบจริงจังก่อนเลือกตั้งอาจทำไม่เพียงพอเพราะทดสอบแค่ 30,000 หน่วยจาก 90,000 จุด ทำให้เมื่อมีผู้เข้าใช้จริง ระบบจึงล่มจนต้องเปลี่ยนมาใช้ไฟล์ JSON แทน API และสุดท้ายต้องให้สื่อช่วยกรอกข้อมูลด้วยมือ ซึ่งอาจเต็มไปด้วยข้อผิดพลาด
แน่นอนว่า กกต. ยังไม่เคยอธิบายหรือขอโทษอย่างจริงจังต่อข้อผิดพลาดที่เกิดขึ้น จนเมื่อ 8 ก.พ. 2569 ประวัติศาสตร์เริ่มซ้ำรอย เพราะระบบแสดงผลคะแนนการเลือกตั้งนั้นแน่นิ่ง ตั้งแต่ 31% แล้วเพิ่งอัปเดตเป็น 79%
พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการ กกต. ออกแถลงเวลา 23.00 น. ว่าระบบไม่ได้ล่ม เพียงแต่มีปัญหาทางเทคนิคในการแสดงผลบนหน้าจอ โดยยืนยันว่าข้อมูลยังบันทึกครบถ้วน แค่การดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลไปยังแดชบอร์ดติดขัดชั่วคราว ทีมเทคนิคแก้ไขแล้ว และคาดว่าจะรู้ผล 95% คืนวันเดียวกัน
ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้เชี่ยวชาญ Data และ AI อธิบายเพิ่มว่า ระบบถูกออกแบบเป็นหลายโมดูลเพราะเวลาพัฒนาจำกัด จึงแบ่งทีมทำหลายส่วน ตั้งแต่คีย์ข้อมูล ฐานข้อมูล ประมวลผล แสดงผล ปัญหาอยู่ที่การเชื่อมต่อข้ามระบบ แต่ย้ำว่าฐานข้อมูลหลักไม่เสียหาย และการคีย์จากหน่วยเลือกตั้งไม่มีปัญหาตั้งแต่ต้น เพียงแต่การกดอนุมัติจากอำเภอเป็นขั้นตอนสำคัญที่อาจล่าช้า
สรุปแล้วจากปี 62 ถึงปี 69 คนไทยได้เห็นรูปแบบวงจรเดียวกัน นั่นคือระบบรายงานผล (ไม่ใช่การนับที่หน่วย) ที่ล่าช้า ค้าง นิ่ง บนคำอ้างปัญหาเทคนิคการเชื่อมต่อ และการดึงข้อมูล ซึ่ง กกต. ยืนยันทุกครั้งว่าข้อมูลไม่หาย-ระบบไม่ล่ม แต่ประชาชนสงสัยเหลือเกินว่า ทำไมจึงไม่แก้ให้รากฐานแข็งแรง และทำไมบทเรียนเก่า จึงยังวนเวียนมาให้เรียนซ้ำอยู่เรื่อย?
สิ่งหนึ่งที่คนไทยเรียนรู้ได้คือความโปร่งใสต้องเริ่มจากการสื่อสารที่ดี ไม่ใช่แค่แถลงแก้ตัวตอนดึก นอกจากนี้ ระบบ IT สำหรับการเลือกตั้งระดับชาติ ต้องทดสอบจริงจัง ไม่ใช่จำกัดแค่บางหน่วย เพราะความเชื่อมั่นของประชาชนนั้นเปราะบาง เมื่อตัวเลข "นิ่ง" คนย่อมสงสัย
หนึ่งในคำถามสำคัญที่สุดคือ การเลือกตั้งครั้งต่อไป กกต. จะทำให้คนไทยเชื่อมั่นได้จริงหรือไม่? หรือจะต้องเฝ้าดูระบบล่มซ้ำซากไปอีก? เวลาเท่านั้นจะเป็นเครื่องพิสูจน์.

