ตัวเลขหนี้สาธารณะของสหรัฐฯอยู่บนเส้นทางของการแตะระดับ 64 ล้านล้านดอลลาร์ภายใน 1 ทศวรรษ ในขณะที่รัฐบาลกลางยังคงสานต่อทิศทางงบประมาณขาดดุล ภายใต้การนำของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ และสภาคองเกรส ที่นำโดยรีพับลิกัน
เว็บไซต์ข่าวโพลิติโก รายงานว่าสำนักงานงบประมาณแห่งสภาคองเกรส เผยแพร่รายงานในวันพุธ(11ก.พ.) เกี่ยวกับแนวโน้มทางการคลังของสหรัฐฯ ประเมินว่ามาตรการทางภาษีและแพ็คเกจการใช้จ่ายของรีพับลิกันที่เริ่มดำเนินการมาตั้งแต่ฤดูร้อนปีที่แล้ว เช่นเดียวกับนโยบายคนเข้าเมืองของทรัมป์ จะเพิ่มตัวเลขขาดดุลงบประมาณอีกหลายล้านล้านดอลลาร์ในช่วงทศวรรษหน้า แม้คาดหมายว่ามาตรการรีดภาษีของประธานาธิบดีทรัมป์ จะช่วยหักล้างตัวเลขขาดดุลงบประมาณดังกล่าวได้ราวๆ 3 ล้านล้านดอลลาร์
สมาชิกสภาคองเกรสที่แสดงจุดยืนเป็นกลาง คาดการณ์ว่าตัวเลขขาดดุลงบประมาณของสหรัฐฯจะแตะระดับ 1.9 ล้านล้านดอลลาร์ในปีงบประมาณปัจจุบัน ในขณะที่เวลานี้ตัวเลขหนี้ของประเทศดีดตัวขึ้นเหนือระดับ 38 ล้านล้านดอลลาร์เป็นทีเรียบร้อยแล้ว ทั้งนี้ประมาณการณ์กันว่าตัวเลขขาดดุลงบประมาณรายปี จะขยับขึ้นแตะระดับ 3.1 ล้านล้านดอลลาร์ ภายในปี 2036
ต้นทุนดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และการใช้จ่ายในโครงการโครงการด้านความปลอดภัยทางสังคมที่มุ่งช่วยเหลือกลุ่มคนเปราะบางให้พ้นจากภาวะวิกฤต เป็นตัวขับเคลื่อนขยายช่องว่างระหว่างกระแสเงินที่ไหลเข้าสู่คลังของรัฐบาลในแต่ละปี กับตัวเลขการใช้จ่าย
ตัวเลขหนี้เมื่อเทียบกับผลผลิตทางเศรษฐกิจก็มีแนวโน้มจะพุ่งขึ้นเช่นกันในช่วงไม่กี่ปีข้างหน้า สำนักงานงบประมาณแห่งสภาคองเกรสคาดการณ์ว่าตัวเลขหนี้สาธารณะของรัฐบาลกลางสหรัฐฯ ที่ถือครองโดยบุคคลภายนอก จะเพิ่มขึ้นจากระดับ 101% ของจีดีพีในปีนี้ เป็น 120% ในอีก 1 ทศวรรษข้างหน้า หลังจากก่อนหน้านี้เคยทำสถิติสูงสุด 106% ของจีดีพี ในปี 1946
ตามที่ทางสำนักงานงบประมาณแห่งสภาคองเกรส ประมาณการไว้เมื่อช่วงฤดูร้อนปีก่อน แผนปฏิรูปภาษีและงบประมาณครั้งใหญ่ของทรัมป์(megabill) ที่ลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อเดือนกรกฎาคม จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในปีนี้ แต่มันจะถูกกัดเซาะบางส่วนจากผลกระทบทางเศรษฐกิจของมาตรการรีดภาษีของทรัมป์ และการยกระดับบังคับใช้กฎหมายกับคนเข้าเมือง
(ที่มา:โพลิติโก)

