สถานการณ์ลุกลาม ม็อบบุกเรียกร้องนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศ ด้าน กกต. ประชุมด่วนปมชลบุรี พร้อมสั่งแจ้งความเอาผิดคนก่อเหตุวุ่นวายขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่
แม้ว่าตอนนี้จะผ่านการเลือกตั้งมาได้หลายวันแล้ว แต่เมื่อกระบวนการนับคะแนนเลือกตั้งของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือ กกต. เกิดมีปัญหาขึ้นมาและเดินหน้าแก้ไขด้วยความล่าช้า ส่งผลให้สถานการณ์ลุกลามมากขึ้น และเริ่มก่อตัวเป็นการชุมนุมอย่างเห็นได้ชัด ล่าสุดเมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ แนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม พร้อมด้วยตัวแทนภาคประชาชนประมาณ 50 คน จัดกิจกรรมบริเวณหน้า อาคาร B ประตู 1 ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ และยื่นหนังสือต่อกกต.เรียกร้อง 5 ข้อ ประกอบด้วย 1.ขอให้มีการนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศอย่างเปิดเผยและให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้เนื่องจากมีความผิดปกติที่กระจายตัวเป็นวงกว้างและระบบการตรวจสอบไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นได้อีกต่อไป 2. ริเริ่มกระบวนการสืบสวนสอบสวนทางวินัยและอาญากับเจ้าหน้าที่ที่มีส่วนเกี่ยวข้องหรือเชื่อว่าปล่อยปละละเลยจนมีการทุจริตเลือกตั้ง 3.ให้เปิดเผยผลคะแนนการเลือกตั้งรายหน่วยทันที เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบความถูกต้องได้
4.หากนับคะแนนใหม่ทั้งประเทศแล้วยังมีเขตไหนที่พบความผิดปกติเช่นมีบัตรเลือกตั้งหายหรือมีบัตรเขย่งเกินจำนวนผู้ใช้สิทธิ กกต.จะต้องประกาศให้เขตเลือกตั้งดังกล่าวเป็นโมฆะและมีการเลือกตั้งใหม่ในเขตเลือกตั้งนั้นๆ 5. เมื่อแก้ไขปัญหาแล้วให้คณะกรรมการ กกต. ทั้ง 7 คนลาออกเพื่อแสดงความรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ทั้งหมด
ด้าน พ.ต.ต.ณัฐวัฒน์ เสงี่ยมศักดิ์ รองเลขาธิการกกต. ซึ่งได้มารับหนังสือ กล่าวว่า ทุกเรื่องที่มีข้อสงสัยและร้องเรียนจะมีการตรวจสอบให้เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมายในส่วนรายงานผลคะแนนรายวันทุกหน่วยประมาณ 100,000 หน่วยทั่วประเทศ รวมทั้งนอกเขตนอกราชฯ จะมีการดำเนินการตามขั้นตอนโดยเฉพาะการรายงานผลนับคะแนนแต่ละหน่วยจะขึ้นเว็บไซต์สำนักงานกกต.จังหวัดทุกจังหวัด และส่วนกลางเพื่อให้ตรวจสอบความถูกต้อง ตอนนี้เราเร่งรัดให้แล้วเสร็จโดยเร็ว ในช่วงวันถึง 2 วันนี้
ขณะเดียวกัน ได้มีความเคลื่อนไหวจากกกต.ในหลายประเด็น โดยในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ กกต.จะมีการประชุมในเวลา 10.00 น.เพื่อรับทราบรายงานผลการตรวจสอบเหตุขอนับคะแนนใหม่ที่จังหวัดชลบุรี เขต 1 นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 11 กุมภาพันธ์ เตรียมดำเนินการทางกฎหมายในหลายเรื่องด้วย โดยว่าที่ ร.ต.ภาสกร สิริภคยาพร รองเลขาธิการ กกต. ระบุว่า กรณีที่มีน้องนักศึกษาเข้าไปในสถานที่เก็บหีบบัตรเลือกตั้งนั้น ต้องบอกว่าบริเวณสถานที่เก็บหีบบัตรเลือกตั้ง อยู่ในความรับผิดชอบของ กกต.ประจำเขตเลือกตั้ง ถือเป็นทรัพย์สินของทางราชการ หากทำให้เกิดความเสียหาย หรือไปล่วงละเมิดทรัพย์สินที่เก็บรักษาไว้ ก็เป็นอำนาจของ กกต.ประจำเขต ที่ต้องแจ้งความดำเนินคดีได้
ส่วนกรณีหีบบัตรที่มีการโพสต์ว่ามีการซื้อขายในสือสังคมออนไลน์อย่างแพร่หลาย ว่าที่ ร.ต.ภาสกร กล่าวว่า เท่าที่ทราบว่าปรากฏผ่านสื่อโซเชียลเป็นการที่บางบริษัทได้กระทำโดยใช้การจำหน่ายให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มีการเลือกตั้งครั้งที่แล้ว คือ อบต.หรือเทศบาล อย่างไรก็ตาม สำนักงาน กกต.กำลังตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงว่าบริษัทไหนเป็นผู้ดำเนินการและทำได้หรือไม่ เป็นการละเมิดสิ่งที่เป็นข้อมูลของสำนักงาน กกต.หรือไม่ อย่างไรก็ตาม ต่อให้ซื้อไปได้ ก็ไม่สามารถนำมาใช้กับการเลือกตั้งครั้งนี้ได้ เพราะเรามีกระบวนการ มีสายรัดคล้องหีบบัตรซึ่งมีรหัสกำกับ เป็นมาตรการควบคุม นอกจากนี้ บริเวณหีบบัตรยังมีแบบปิดช่องใส่บัตร ซึ่งเป็นมาตรการรักษาความปลอดภัยชั้นดีที่จะบอกว่าอันนี้เป็นหีบบัตรของหน่วยใด มีการลงลายมือชื่อของกรรมการคร่อมไว้ด้วย ดังนั้น ต่อให้ไปซื้อมาจากข้างนอกก็ไม่สามารถเอามาใช้กับการเลือกตั้งได้
ด้าน ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี เข้าแจ้งความร้องทุกข์เพื่อให้ดำเนินคดีกับบุคคลจำนวน 2 ราย ภายหลังเกิดเหตุบุกรุกและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ระหว่างกระบวนการรับมอบและยุบรวมหีบเลือกตั้ง โดยสืบเนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำเขตการเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี ได้มีประกาศกำหนดให้สนามแบดมินตันเทศบาลเมืองชลบุรี เป็นสถานที่รวมคะแนนการเลือกตั้ง รับมอบหีบเลือกตั้งภายหลังปิดการลงคะแนน และดำเนินการยุบรวมหีบเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 9 กุมภาพันธ์ 2569 เวลาประมาณ 19.00 น.ปรากฏว่ามีกลุ่มบุคคลร่วมกันบุกรุกและขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ ซึ่งมีหน้าที่รับหีบเลือกตั้งจากหน่วยเลือกตั้ง เพื่อนำไปยุบรวมพร้อมวัสดุอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับการเลือกตั้ง
ทั้งนี้ ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำเขตเลือกตั้งที่ 1 จังหวัดชลบุรี ได้แจ้งความดำเนินคดีกับ 1. นางสาวมนัสนนัทน์ กรเกษม (เจ๊ตอง) และ 2. นางสาวกนกวรรณ สร้อยสม (เฟิร์น) ในความผิดฐานบุกรุกขัดขวางการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ และเอาไปเสียซึ่งเอกสารของผู้อื่น อันน่าจะก่อให้เกิดความเสียหายแก่ผู้อื่นหรือประชาชน โดยกระบวนการทางกฎหมายจะเป็นไปตามขั้นตอนต่อไป

