ธนาคารกลางจีนกำหนดอัตราอ้างอิงรายวันในการแลกเปลี่ยนเงินหยวนไว้ที่ระดับแข็งค่าสุดในท่ามกลางสภาพการณ์ที่ความกังวลของนักลงทุนเกี่ยวกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯ ได้หนุนให้ค่าเงินหยวนแข็งขึ้นอย่างต่อเนื่อง
อัตราอ้างอิงรายวันของเงินหยวนอยู่ที่ 6.9438 ต่อดอลลาร์สหรัฐฯเมื่อวันพุธ ( 11 ก.พ. ) ซึ่งเป็นระดับแข็งค่าที่สุดในรอบ 33 เดือน นับตั้งแต่กลางปี 2566
ในทางตรงกันข้าม เงินดอลลาร์สหรัฐฯยังคงอยู่ภายใต้แรงกดดันมาตลอดในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา โดยนักลงทุนลดความเชื่อมั่น จึงทยอยขายสินทรัพย์ในรูปสกุลเงินดอลลาร์กันมากขึ้น สาเหตุมาจากความกังวลต่อนโยบายของรัฐบาลประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ที่เอาแน่นอนอะไรไม่ได้ และการที่ทรัมป์เข้าแทรกแซงธนาคารกลาง (เฟด) ตลอดจนความกังวลเกี่ยวกับความยั่งยืนทางการคลังในระยะยาวของสหรัฐฯโดยที่สหรัฐฯอาจไม่สามารถจ่ายคืนเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับเจ้าหนี้สำหรับหนี้สาธารณะจำนวนมหาศาลได้
ขณะนี้สหรัฐฯอยู่ในภาวะที่เรย์ ดาลิโอ นักลงทุนมหาเศรษฐี ผู้ก่อตั้งกองทุนเฮดจ์ฟันด์ บริดจ์วอเตอร์ แอสโซซิเอตส์ (Bridgewater Associates) เตือนว่า เป็นอาการในระยะขั้นที่ 5 หรือระยะก่อนการล่มสลายของระบบการเงิน จากทั้งหมด 6 ระยะของ "วัฏจักรใหญ่" ( big cycle ) ซึ่งเป็นแผนภูมิการขึ้นและลงของระเบียบโลกทั้งในระดับชาติและระดับสากล
เขาเตือนว่าสหรัฐฯกำลังจะเกิดวิกฤตหนี้สิน เฟดอาจถูกบังคับให้พิมพ์ธนบัตรดอลลาร์อัดฉีดในระบบเศรษฐกิจเพื่อชดเชยการขาดดุล ส่งผลให้ค่าเงินลดลง พร้อมกับแนะนำให้นักลงทุนถือครองทองคำในสัดส่วนร้อยละ 5 ถึง ร้อยละ 15 ของพอร์ตการลงทุน เพราะทองคำเป็นสินทรัพย์เพียงอย่างเดียวที่สามารถถือครองได้โดยไม่สร้างภาระหนี้สินให้กับใคร
ในบันทึกเมื่อวันอังคาร ( 10 ก.พ. ) นักวิเคราะห์ของบริษัทหลักทรัพย์ ซิติก ซิเคียวริตีส์ (Citic Securities)ชี้ว่า เงินดอลลาร์สหรัฐฯลดบทบาทในอัตราที่เร็วขึ้น นักลงทุนจึงหันไปหาสินทรัพย์ทางเลือกอื่นๆ เช่น ทองคำและตลาดเกิดใหม่รวมถึงจีนกันมากขึ้นทุกที เพื่อกระจายความเสี่ยงจากการถือครองสินทรัพย์ในรูปดอลลาร์สหรัฐฯ
อะมุนดี ( Amundi) บริษัทบริหารสินทรัพย์ใหญ่ที่สุดในยุโรปเป็นนักลงทุนประเภทสถาบันอีกแห่งหนึ่งที่เข้าร่วมกระแสนี้ โดยบริษัทจะลดการลงทุนในสินทรัพย์สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐปีหน้า และหันไปลงทุนในตลาดยุโรปและตลาดเกิดใหม่แทน ตามรายงานของไฟแนนเชียลไทมส์
ทรัมป์เสนอชื่อเควิน วอร์ช เป็นประธานเฟดคนใหม่ ความกังวลเรื่องประธานาธิบดีแทรกแซงความเป็นอิสระในการทำงานของเฟดจึงยังคงเป็นที่จับตามองของนักลงทุนทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว สก็อตต์ เบสเซนต์ รัฐมนตรีคลังชี้แจงในการไต่สวนของสภาผู้แทนราษฏรว่า ความเป็นอิสระของเฟดขึ้นอยู่กับความไว้วางใจของประชาชน และเฟดได้สูญเสียความไว้วางใจนั้นไปแล้ว เมื่อปล่อยให้อัตราเงินเฟ้อพุ่งสูงขึ้นสู่ระดับสูงสุดในรอบหลายทศวรรษตั้งแต่กลางปี 2564
นักวิเคราะห์ของซิติกมองว่า การแข็งค่าของเงินหยวนในช่วงที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนจากปัจจัย
ต่างๆ เช่น ความต้องการแลกเปลี่ยนเงินตราต่างประเทศที่เพิ่มขึ้นของบริษัทจีน ซึ่งมีรายได้จากต่างประเทศเติบโต ความไม่ไว้วางใจในดอลลาร์สหรัฐที่เพิ่มมากขึ้นทั่วโลก และความต้องการสกุลเงินที่ผูกติดกับสินทรัพย์ที่จับต้องได้ เช่น ทองคำกันมากขึ้น
“การแข็งค่าของเงินหยวนรอบนี้ไม่เหมือนกับครั้งก่อนๆ” บันทึกของนักวิเคราะห์ซิติกระบุ และถึงแม้จะมีการเปลี่ยนแปลงประธานเฟด หรือเกิดความคาดหวังว่าดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าขึ้นอีกครั้งก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงปัจจัยที่หนุนเงินหยวนเหล่านี้ไปได้
ที่มา : เซาท์ไชน่ามอร์นิงโพสต์

