เตรียมฟ้อง กกต. เอาผิดอาญา ม. 157 ปมร้อนบาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งส่อไม่เป็นความลับ จับตาศาลชี้ชะตาเสี่ยงเลือกตั้งเป็นโมฆะ
แม้การเลือกตั้งจะผ่านมาประมาณหนึ่งสัปดาห์แล้ว แต่ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ในตอนนี้ยังลูกผีลูกคน เนื่องจากมีปัญหาในทางกฎหมายว่าการเลือกตั้งที่ผ่านมาจะกลายเป็นโมฆะหรือไม่ ภายหลังบัตรเลือกตั้งมีบาร์โค้ดที่ตรงกับต้นขั้วของบัตรเลือกตั้งซึ่งมีลำดับและชื่อของผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกตั้ง ทำให้ในเรื่องนี้เริ่มมีความเคลื่อนไหวในการจะยื่นให้ผู้ตรวจการแผ่นดินยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของการเลือกตั้ง โดยในเรื่องนี้ทีมกฎหมายของพรรคเพื่อไทยกำลังรวบรวมหลักฐานเพื่อยื่นต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน
นายจาตุรนต์ ฉายแสง ผู้สมัครบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ได้โพสต์ผ่านเฟซบุ๊ก แสดงความคิดเห็นว่า การออกเสียงลงคะแนนโดยตรงและลับ ย่อมมีความหมายว่า นอกจากผู้ออกเสียงลงคะแนนเองแล้วจะให้ผู้อื่นผู้ใดล่วงรู้ไม่ได้ว่าออกเสียงลงคะแนนไปอย่างไร เลือกใคร และนี่ไม่ได้มีความหมายว่าต้องเป็นความลับเฉพาะตอนกาบัตรหรือหย่อนบัตรเท่านั้น แต่ย่อมหมายความว่าจะต้องเป็นความลับตลอดไป คือไม่มีทางที่ผู้อื่นผู้ใดจะหาทางตรวจสอบว่าใครเลือกใครได้อีกเลย ถ้าการมี QR Code หรือบาร์โค้ด ทำให้ตรวจสอบย้อนหลังได้ว่าใครเลือกใคร ก็เท่ากับว่าการเลือกตั้งไม่เป็นไปโดยลับ คือไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั่นเอง
ส่วนท่าทีของพรรคประชาชนต่อเรื่องดังกล่าวนั้น เตรียมยื่นฟ้องเอาผิดกับคณะกรรมการการเลือกตั้งตามความผิดประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ โดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน ระบุว่า ในเชิงทฤษฎี เรื่องนี้ถือเป็นเรื่องใหญ่ เพราะการลงคะแนนไม่ได้เป็นไปโดยลับตามหลักการที่สังคมเข้าใจ ประเด็นสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจะย้อนตรวจว่าใครกาอะไร ยากหรือง่าย แต่อยู่ที่ว่า มีใครเข้าถึงการระบุตัวตนในบัตรใบนั้นได้ เป็นการเปิดช่องโหว่ขนาดใหญ่ เปิดให้พรรคการเมืองเข้าถึงระบบไปเช็กข้อมูลว่าใครลงคะแนนอย่างไร แม้ กกต.จะชี้แจงว่าทำเพื่อความปลอดภัย แต่การใส่บาร์โค้ดเปิดช่องขนาดใหญ่ ที่ทำให้การเลือกตั้งไม่สุจริตและเที่ยงธรรม และเป็นภัยกับผู้มีสิทธิเลือกตั้ง
“พรรคประชาชนตรวจสอบไม่ใช่เพื่อการเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง แต่ต้องการปกป้องเสียงของประชาชน ต้องการให้เจ้าหน้าที่ที่จงใจทุจริตต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย จึงได้มอบหมายให้ นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคฝ่ายกฎหมาย รวบรวมข้อเท็จจริง ทำคำร้อง ยื่นฟ้องศาลอาญาทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง ดำเนินคดีกับ กกต.และเลขาฯกกต. ตามมาตรา 157 ฐานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่”
ด้าน ศูนย์ต่อต้านข่าวเท็จสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกเอกสารชี้แจงว่า กระบวนการออกเสียงลงคะแนนเลือกตั้ง สส.ในครั้งนี้ เป็นการออกเสียง “โดยตรงและลับ”ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งต้องมาใช้สิทธิด้วยตนเอง ลงคะแนนในคูหาเพียงลำพัง และหย่อนบัตรด้วยตนเอง โดยผู้มีสิทธิเลือกตั้งห้ามเปิดเผยหรือถ่ายภาพบัตรเลือกตั้งที่ได้ลงคะแนนแล้ว ว่าตนลงคะแนนให้ผู้ใด อันเป็นหลักประกันความเป็นอิสระและความปลอดภัยของผู้ใช้สิทธิเลือกตั้ง ซึ่งผู้อื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้
ทั้งนี้ กกต. ยังมีมาตรการป้องกันการทุจริตโดยในการจัดพิมพ์บัตรเลือกตั้ง ตาม พ.ร.ป.การเลือกตั้ง สส. พ.ศ.2561 และระเบียบที่เกี่ยวข้อง ให้อำนาจ กกต. กำหนดลักษณะบัตรเลือกตั้ง และอาจกำหนด รหัส เครื่องหมาย หรือข้อความพิเศษ เพื่อใช้ในการตรวจสอบการปลอมแปลงหรือการนำบัตรออกไปนอกหน่วยเลือกตั้ง รหัสดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อควบคุมจำนวนบัตร แยกประเภทบัตรตามเขต และป้องกันการทุจริต
นอกจากนี้ ภายหลังการนับคะแนน บัตรเลือกตั้ง ต้นขั้ว และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับ การเลือกตั้งจะถูกจัดเก็บใส่ถุงใสปิดผนึก รัดด้วยสายรัด พร้อมลงลายมือชื่อกำกับ และเก็บไว้ในหีบบัตรที่มีการปิดผนึกอีกชั้นหนึ่ง โดยห้ามผู้ใดเปิดหีบดังกล่าว พร้อมนำไปเก็บรักษาในสถานที่มั่นคงปลอดภัย ตามระเบียบ ของ กกต.
ดังนั้น การกำหนดรหัสบนบัตรเลือกตั้งเป็นมาตรการป้องกันการปลอมแปลง และการป้องกันการทุจริต มิได้กระทบต่อหลักการลงคะแนนโดยตรงและลับตามรัฐธรรมนูญ ผู้มีสิทธิเลือกตั้ง จึงสามาร ใช้สิทธิได้อย่างมั่นใจว่าคะแนนเสียงของตนจะได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายทุกประการ
นอกจากนี้ ยังได้ออกคำเตือนว่า หากผู้หนึ่งผู้ใดนำข้อความที่บิดเบือนต่อความเป็นจริงไปเผยแพร่ให้บุคคลอื่นได้รับทราบ อาจมีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2560"

