ในช่วงก่อนเทศกาลตรุษจีนปี 2569 กระแสการบริโภคทองคำในประเทศจีนพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในปีนี้เทรนด์ที่กำลังมาแรงในหมู่คนรุ่นใหม่คือการ “ทำเล็บทองคำ” (Golden Manicure) ซึ่งกลายเป็นแฟชั่นยอดฮิตแทนที่การสะสมทองคำแท่งขนาดเล็กหรือสติกเกอร์ทองคำติดโทรศัพท์มือถือที่เคยนิยมก่อนหน้านี้
รายงานระบุว่า ผู้บริโภคจำนวนมากนำเครื่องประดับทองคำจากแบรนด์ดัง อาทิ โจวต้าฝู (Chow Tai Fook) เหล่าพู่ หวงจิน (Lao Pu Gold) หรือ เหล่าเมี่ยว (Lao Miao Gold) มาให้ช่างทำเล็บตัดแบ่งเพื่อนำไปประดับบนหน้าเล็บ โดยมีค่าใช้จ่ายตั้งแต่หลักพันไปจนถึงหลักหมื่นหยวน
หลิน เยว่ (นามแฝง) เปิดเผยว่า เธอได้นำเครื่องประดับทองคำน้ำหนักกว่า 6 กรัม มูลค่ารวมเกือบ 10,000 หยวน (ประมาณ 47,500 บาท) ซึ่งเป็นต่างหูและสร้อยคอเก่าที่ไม่ได้ใช้งานแล้ว มาให้ช่างทำเล็บประดับลงบนนิ้วมือ โดยเสียค่าแรงฝีมือไปอีก 1,200 หยวน (ประมาณ 5,700 บาท) เธอกล่าวว่าการทำเล็บเช่นนี้ให้ความรู้สึกพิเศษและมีเอกลักษณ์มากกว่าการสวมใส่สร้อยคอทองคำทั่วไป
ทางด้าน เฉิน ลี่ (นามแฝง) ช่างทำเล็บที่มีประสบการณ์กว่า 4 ปี ให้ข้อมูลว่าในช่วงก่อนปีใหม่ร้านมีคิวแน่นตั้งแต่เช้าจนถึงเที่ยงคืน โดยบางรายนำทองคำมูลค่าสูงถึง 40,000 หยวน (ประมาณ 190,000 บาท) มาตัดแบ่งเพื่อทำเล็บชุดพิเศษ ซึ่งเฉพาะค่าแรงในการทำเล็บรูปแบบนี้อาจสูงถึง 1,360 หยวน (ประมาณ 6,400 บาท) ขณะที่ราคามาตรฐานทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 600 - 1,500 หยวน (ประมาณ 2,800 - 7,100 บาท)
อย่างไรก็ตาม กระแสนี้ได้สร้างความกังวลให้แก่ชาวเน็ตบางส่วนในเรื่องความคุ้มค่าและความเสี่ยงที่ทองคำจะหลุดหาย ขณะที่ เจิ้ง หยาง ทนายความจากสำนักงานกฎหมายเป่ยจิง จงเหวิน ออกมาเตือนว่า ร้านทำเล็บที่รับซื้อเศษทองคำที่เหลือจากลูกค้าอาจมีความผิดทางกฎหมาย เนื่องจากภายใต้ข้อกำหนดของธนาคารประชาชนแห่งจีน การรับซื้อหรือจัดการด้านทองคำต้องได้รับอนุญาตเป็นพิเศษ การที่ร้านทำเล็บดำเนินกิจกรรมดังกล่าวโดยไม่มีใบอนุญาตอาจนำไปสู่การถูกลงโทษทางปกครองได้
ที่มา: ตูซื่อไคว่เป้า เฉิงซื่อฮู้ต้ง (City Express)

