อิหร่านพร้อมที่จะประนีประนอมเรื่องยูเรเนียมเสริมสมรรถนะที่เก็บไว้ในคลัง โดยแลกเปลี่ยนกับการที่สหรัฐฯยกเลิกการแซงก์ชั่น รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศของเตหะรานกล่าวในการให้สัมภาษณ์บีบีซีซึ่งนำออกเผยแพร่วันอาทิตย์ (15 ก.พ.) ท่ามกลางรายงานข่าวที่ว่า กองทัพสหรัฐฯ กำลังเตรียมตัวสำหรับความเป็นไปได้ที่จะดำเนินปฏิบัติการทางทหารต่ออิหร่านซึ่งอาจยาวนานหลายสัปดาห์ และมีการจัดส่งเรือบรรทุกเครื่องบินลำที่ 2 ไปตะวันออกกลางแล้ว นอกจากนั้น ในอีกด้านหนึ่ง ยังมีผู้คนเรือนแสนออกมาชุมนุมกันที่เมืองมิวนิก, เยอรมนี และ โทรอนโต, แคนาดา เมื่อวันเสาร์ (14) เพื่อต่อต้านระบอบปกครองในอิหร่าน ตามเสียงเรียกร้องของอดีตมกุฎราชกุมารที่เป็นโอรสของพระเจ้าชาห์องค์สุดท้าย
มาจิด ทัคต์-ราวานชี รัฐมนตรีช่วยต่างประเทศอิหร่าน พูดถึงเรื่องนี้ภายหลังมีการเจรจาอีกครั้งในเรื่องโครงการนิวเคลียร์ระหว่างอิหร่านกับสหรัฐฯที่โอมานเมื่อวันที่ 6 ก.พ.ที่ผ่านมา และมีรายงานว่า ทางผู้แทนฝ่ายสหรัฐฯซึ่งประกอบด้วย สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษของอเมริกา และจาเร็ด คุชเนอร์ ลูกเขยของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยังมีกำหนดเจรจากับอิหร่านรอบใหม่ที่เจนีวาวันอังคารนี้ (17 ก.พ.) โดยยังคงมีโอมานเป็นคนกลาง
ตามรายงานของบีบีซี ทัคต์-ราวานชี กล่าวว่าอิหร่านพร้อมที่จะประนีประนอมเพื่อบรรลุข้อตกลงกับสหรัฐฯ โดยรวมถึงการนำเอายูเรเนียมเสริมสมรรถนะของอิหร่านที่เก็บไว้ในคลังมาทำให้เจือจางลง แต่วอชิงตันต้องยอมยกเลิกพวกมาตรการแซงก์ชั่นซึ่งกำลังทำให้เศรษฐกิจอิหร่านกลายเป็นอัมพาต
อย่างไรก็ดี เมื่อวันศุกร์ (13) มาร์โค รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ กล่าวตั้งข้อสังเกตว่า แม้ทรัมป์ต้องการบรรลุข้อตกลงกับเตหะรานมากกว่าการใช้ปฏิบัติการทางทหาร แต่ก็อาจเป็นไปได้ยาก
วันเดียวกันนั้นเอง ทรัมป์เผยว่า ได้ส่งเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯลำที่ 2 ได้แก่ เรือยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินใหญ่ที่สุดในโลก ไปยังตะวันออกกลาง และสำทับว่า ทหารนับหมื่นนาย ตลอดจนถึงเครื่องบินขับไล่ เรือพิฆาตติดตั้งขีปนาวุธนำวิถี และอาวุธอื่นๆ ที่ประจำการอยู่ในภูมิภาคดังกล่าวขณะนี้สามารถโจมตีและปกป้องตนเองจากการถูกโจมตี
ผู้นำสหรัฐฯ ยังบอกว่า ดูเหมือนการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลในอิหร่านเป็นสิ่งดีที่สุดที่อาจเกิดขึ้นได้ อย่างไรก็ตามเขาปฏิเสธที่จะพูดต่อไปว่าใครที่เขาต้องการให้เข้ามาครองอำนาจในอิหร่าน โดยเพียงแต่บอกว่ามีคนเหล่านั้นอยู่
ทรัมป์มักพูดอย่างคลุมเครือเกี่ยวกับการส่งทหารราบเข้าไปยังอิหร่าน โดยบอกเมื่อปีที่แล้วว่า "สิ่งสุดท้ายที่คุณต้องการคือทหารภาคพื้นดิน" และลักษณะการเสริมแสนยานุภาพของกองกำลังสหรัฐฯในตะวันออกกลางจนถึงตอนนี้ บ่งชี้เกี่ยวกับการใช้กองกำลังทางอากาศและกองกำลังทางเรือเป็นทางเลือกหลัก ผิดกับในเวเนซุเอลา ที่ ทรัมป์ แสดงถึงเจตนาพึ่งพิงกองกำลังปฏิบัติการพิเศษเข้าควบคุมตัวนิโคลัส มาดูโร ประธานาธิบดี ณ ขณะนั้น ในปฏิบัติการจู่โจมเมื่อเดือนที่แล้ว
เมื่อถูกถามเกี่ยวกับการเตรียมการสำหรับความเป็นไปได้ในปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯที่ต่อเนื่องยาวนาน แอนนา เคลลี โฆษกทำเนียบขาว ตอบคำถามเกี่ยวกับการเตรียมพร้อมสำหรับปฏิบัติการทางทหารที่อาจใช้เวลานานของอเมริกาว่า ทรัมป์กำลังพิจารณาทางเลือกทั้งหมดเกี่ยวกับอิหร่าน และจะตัดสินใจขั้นสุดท้ายโดยอิงกับสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับความมั่นคงของชาติ
ทั้งนี้ ตอนที่อเมริกาเปิดการโจมตีที่ตั้งทางนิวเคลียร์ของอิหร่าน ในปฏิบัติการ “มิดไนท์แฮมเมอร์” เดือนมิ.ย.ปีที่แล้ว ก็ได้จัดส่งเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำไปยังตะวันออกกลาง กระนั้น ปฏิบัติการคราวนั้นอยู่ในลักษณะเป็นการโจมตีครั้งเดียวจบ โดยใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดเทคโนโลยีหลีกเร้นเรดาร์จากอเมริกาไปถล่มเป้าหมายในอิหร่าน และก็ถูกอิหร่านตอบโต้แบบจำกัด โดยเล่นงานใส่ฐานทัพอเมริกันแห่งหนึ่งในกาตาร์
อย่างไรก็ตาม ตามรายงานข่าวของรอยเตอร์ในวันเสาร์ (13) โดยอ้างเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ 2 นายระบุว่า ปฏิบัติการครั้งใหม่ของสหรัฐฯที่กำลังอยู่ระหว่างการวางแผนครั้งนี้จะมีความซับซ้อนเพิ่มขึ้นมาก โดยอเมริกาอาจไม่ได้จำกัดเป้าหมายเฉพาะโครงสร้างพื้นฐานด้านนิวเคลียร์ แต่อาจโจมตีหน่วยงานรัฐบาลและพวกที่ตั้งด้านความมั่นคงของอิหร่านด้วย
พวกนักวิเคราะห์เตือนว่าการเปิดปฏิบัติการลักษณะดังกล่าวกับอิหร่าน อาจก่อความเสี่ยงแก่กองกำลังสหรัฐฯมากกว่าเดิม ในขณะที่เตหะรานอวดอ้างเกี่ยวกับคลังแสงนิวเคลียร์ที่น่าเกรงขาม ขณะเดียวกันการโจมตีตอบโต้ใดๆของอิหร่านก็เพิ่มความเสี่ยงของความขัดแย้งระดับภูมิภาค
เจ้าหน้าที่คนเดิมเพิ่มเติมว่า อเมริกามั่นใจว่า อิหร่านจะต้องตอบโต้ ซึ่งเท่ากับว่า จะทำให้มีการตอบโต้กันไปมาระหว่างสองฝ่ายอยู่ระยะหนึ่ง ทั้งนี้ ทำเนียบขาวและเพนตากอน ต่างไม่ตอบคำถามใดๆ เมื่อถูกถามเกี่ยวกับความเสี่ยงของการแก้แค้นหรือความขัดแย้งที่ลุกลามในระดับภูมิภาค
ในอีกด้านหนึ่ง เมื่อวันเสาร์ (14 ) เรซา ปาห์ลาวี โอรสของพระเจ้าชาห์องค์สุดท้ายของอิหร่าน กล่าวให้สัมภาษณ์รอยเตอร์ แสดงความสนับสนุนให้สหรัฐฯเข้าแทรกแซงทางทหารในอิหร่าน โดยบอกว่าอาจช่วยชีวิตประชาชนจำนวนมาก พร้อมเรียกร้องวอชิงตันอย่าเสียเวลาเจรจากับผู้นำเตหะรานเรื่องนิวเคลียร์นานเกินไป
ปาห์ลาวี ซึ่งลี้ภัยอยู่ต่างประเทศนับจากที่ระบอบกษัตริย์ของอิหร่านถูกโค่นล้มในการปฏิวัติอิสลามปี 1979 กล่าวอีกว่า ขณะนี้ มีสัญญาณบ่งชี้ว่า รัฐบาลอิหร่านใกล้ล่มสลาย ซึ่งการโจมตีของอเมริกาอาจเร่งให้สถานการณ์ดังกล่าวเป็นจริงเร็วขึ้น และสุดท้ายประชาชนควรออกไปชุมนุมเพื่อโค่นล้มระบอบปกครองของพวกผู้นำทางศาสนา
ส่วนที่เยอรมนี ตำรวจรายงานว่า มีประชาชนราว 250,000 คนออกมาชุมนุมต่อต้านรัฐบาลอิหร่านที่เมืองมิวนิก ซึ่งกำลังมีพวกผู้นำจากทั่วโลกเข้าร่วมการประชุมด้านความมั่นคง โดยถือเป็นส่วนหนึ่งของ “วันปฏิบัติการทั่วโลก” เพื่อสนับสนุนผู้ประท้วงในอิหร่านและกดดันผู้นำในเตหะราน ตามการเรียกร้องของปาห์ลาวีที่ประกาศความพร้อมเป็นผู้นำเฉพาะกาลเพื่อให้คนอิหร่านมีสิทธิ์ตัดสินใจอนาคตของประเทศชาติเองผ่านการเลือกตั้งที่โปร่งใสในระบอบประชาธิปไตย
นอกจากนั้นยังมีรายงานว่า ประชาชนราว 350,000 คนเดินขบวนในโทรอนโตเพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในวันปฏิบัติการทั่วโลก
(ที่มา: เอเอฟพี/รอยเตอร์)

