รฟท.รายงานบอร์ด คืบหน้าแก้สัญญาไฮสปีดเทรนเชื่อม 3 สนามบิน เร่งเคลียร์อัยการสูงสุดยืนยันปมริบหลักประกัน 1.6 แสนล้านบาท ขอใช้ถ้อยคำเดิมเฉพาะก่อสร้างไม่เสร็จ เตรียมชง ครม.มิ.ย.นี้ กางแผนออก NTP เริ่มก่อสร้าง ส.ค.69
นายอนันต์ โพธิ์นิ่มแดง รองผู้ว่าการรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) และรักษาการผู้ว่าการ การรถไฟแห่งประเทศไทย (รฟท.) เปิดเผยว่า ในการประชุมคณะกรรมการ (บอร์ด) รฟท. ครั้งที่ 3/ 2569 วันที่ 18 ก.พ. 2569 รฟท.ได้รายงานความคืบหน้าโครงการรถไฟความเร็วสูงเชื่อมสามสนามบิน (ดอนเมือง-สุวรรณภูมิ-อู่ตะเภา) กรณีการแก้ไขหลักการสัญญาร่วมลงทุนฯ โครงการ ซึ่ง รฟท. ได้หารือร่วมกับ สำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (สกพอ. หรือ EEC) และ บจ.เอเชีย เอรา วัน (ซี.พี.) ในฐานะเอกชนคู่สัญญา ได้ข้อยุติกรณีการปรับวิธีการจ่ายเงินค่าร่วมลงทุน เป็นสร้างไปจ่ายไป โดยสำนักงานอัยการสูงสุดได้ให้ความเห็นแล้ว และสกพอ.ได้เสนอ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (บอร์ด EEC ) เห็นชอบหลักการแล้ว โดยบอร์ด EEC ให้เจรจาร่างสัญญาใหม่ ซึ่งทาง อัยการสูงสุดได้มีข้อสังเกต 18 ข้อ ในร่างสัญญาใหม่
โดยรฟท. สกพอ.และบจ.เอเชีย เอรา วัน ได้มีหารือทำความเข้าใจกับทางอัยการสูงสุด เหลือเพียงประเด็นเดียว เรื่องหลักประกันของงานโยธา ที่เอกชนต้องวางเพิ่มเติมจำนวน 160,000 ล้านบาท เพื่อค้ำประกันในเรื่องการก่อสร้างงานโยธา และงานระบบ ในระหว่างการก่อสร้าง 5 ปี โดยอัยการสูงสุดแก้ไขถ้อยคำให้ริบหลักประกันทุกกรณี ซึ่งเอกชน ขอให้คงเงื่อนไขและถ้อยคำเดิมคือ ริบหลักประกันดังกล่าว ก็ต่อเมื่อ มีการทิ้งงาน การก่อสร้างไม่เสร็จตามกำหนด เนื่องจากการริบหลักประกันทุกกรณีจะมีผลให้สถาบันการเงินไม่ปล่อยกู้ อีกทั้งเอกชนมีหลักประกันจำนวน 4,500 ล้านบาทแล้ว จะเป็นการวางหลักประกันซ้ำซ้อน
“ เสนอบอร์ดรฟท.รับทราบ ว่าจะมีการยืนยันการใช้ร่างสัญญาแก้ไขฯ และถ้อยคำเดิม จากการหารืออย่างไม่เป็นทางการกับสำนักงานอัยการสูงสุด ก็ได้เข้าใจในเงื่อนไขนี้มากขึ้นแล้ว”
นายอนันต์กล่าวว่า รฟท.จะสรุปส่งประเด็นยืนยันใช้ร่างสัญญาแก้ไขเดิม ไปถึงอัยการสูงสุดได้ภายในวันที่ 19 ก.พ.นี้ และ หลังจากนั้น เมื่ออัยการสูงสุดพิจารณาแล้วเสร็จ จะเสนอไปที่ สกพอ.เพื่อเสนอต่อบอร์ด EEC และคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดใหม่ พิจารณาการแก้ไขหลักการและร่างสัญญาร่วมลงทุนต่อไปฯ คาดว่าน่าจะไปถึงที่ประชุมครม.ได้ประมาณมิ.ย.-ก.ค.นี้ และจะลงนามในสัญญาที่ได้รับประมาณ ก.ค.นี้ จากนั้น จะเริ่มส่งมอบหนังสือให้เริ่มงาน (NTP) ได้ประมาณ ส.ค.69 เริ่มการก่อสร้าง ทันที
“ที่ต้องเสนอครม.แก้ไขหลักการสัญญาร่วมลงทุนฯเพื่อยืนยันว่าไม่ขัดต่อพ.ร.บ.วินัยการเงินการคลัง กรณีเปลี่ยนวิธีการจ่ายเงินค่าร่วมลงทุนของรัฐ จากจ่ายเมื่อก่อสร้างเสร็จและเปิดเดินรถเป็น สร้างไปจ่ายไป หรือเริ่มจ่ายตั้งแต่เริ่มก่อสร้าง โดยจะต้องร่างสัญญาให้เรียบร้อย คือ อัยการสูงสุดต้องให้ความเห็นชอบร่างสัญญาก่อน ซึ่งตอนนี้เหลือเรื่องร่างสัญญาฉบับแก้ไขที่รออัยการสูงสุดพิจารณา”
ผู้สื่อข่าวถามว่า กรณีที่ นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ระบุว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนฯ จะมีผลกระทบอย่างไรในขั้นตอนหลังจากนี้ นายอนันต์กล่าวว่า รฟท.และสกพอ.ได้ร่วมกันชี้แจง นายพิพัฒน์แล้ว ถึงเหตุผลความจำเป็น ที่ต้องแก้ไขสัญญา เพราะโครงการรถไฟเชื่อม3 สนามบินนี้ หากไม่สามารถเดินหน้าได้ จะมีผลกระทบไปถึงโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภา, การก่อสร้างรันเวย์ที่ 2 สนามบินอู่ตะเภา, โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน โดยหลักการต้องแก้หลักการให้เรียบร้อย สำนักงานอัยการสูงสุดก็ตรวจร่างสัญญามาให้แล้ว เหลือเพียงข้อยุติอีกเพียง 1 เรื่อง ถ้าสามารถแก้ไขได้ก็จะเริ่มต้นก่อสร้างได้ และโครงการอื่นๆจะไม่มีปัญหาอุปสรรค
ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า หากมีการฟ้องร้องในเรื่องแก้ไขสัญญาฯ ได้ประเมินสถานการณ์และแผนรองรับไว้หรือไม่ นายอนันต์กล่าวว่า หลักการแก้ไขสัญญา หลังลงนามสัญญาแก้ไขแล้ว ในช่วงก่อนออก NTP ประมาณ 30 วัน ต้องส่งสัญญา ไปที่หน่วยงานที่มีหน้าที่ตรวจสอบอยู่แล้ว เช่น สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เป็นต้น เพื่อชี้แจงกับหน่วยงานเหล่านี้กรณีที่มีข้อสงสัย เป็นหลักการว่าได้ดำเนินการอย่างเปิดเผย
นายอนันต์กล่าวว่า สำหรับผลกระทบในส่วนของโครงสร้างร่วมกับ โครงการรถไฟความเร็วสูงไทย-จีน สัญญา 4-1 ช่วงบางซื่อ-ดอนเมือง นั้นหลังลงนามแก้ไขสัญญาร่วมลงทุนฯแล้ว รฟท.จะเร่งรัดให้เร่งก่อสร้างเร็วที่สุด โดยประเมินเนื้องานก่อสร้างรถไฟไทย-จีน ที่ยังเหลือกับสัญญา ช่วงสถานีอยุธยาที่อยู่ในขั้นตอนการปรับแบบเพื่อเปิดประมูลหาผูู้รับจ้างใหม่ ขณะนี้ยังมีเวลารอ ซี.พี. ก่อสร้างช่วงโครงสร้างร่วม จนถึงเดือนส.ค. 2569 แต่หากถึงเวลานั้นแล้วการลงนามแก้ไขสัญญาไม่เกิดขึ้น ต้องรายงานไปที่ครม. เพื่อเปลี่ยนแปลงงานของโครงการ และอาจต้องนำส่วนโครงสร้างร่วมมาดำเนินการเอง

