xs
xsm
sm
md
lg

สตง. ลงตรวจ ThaiPBS แล้ว “ปมใช้รถหลวง-จัดซื้อจัดจ้างวิธีพิเศษ-เฉพาะเจาะจงอื้อ” พบ บ.เดียว 3 ปี กวาด 36 ล.

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สตง.ลุยตรวจทุจริตไทยพีบีเอสถึงที่ ปมใช้รถหลวง -พบจัดซื้อจัดจ้างผลิตรายการวิธีพิเศษเฉพาะเจาะจงอื้อ ทั้งสำนักข่าว สำนักรายการ

วานนี้ (18 ก.พ. 2569) ทีมเฉพาะกิจสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) เดินเครื่องแล้ว ยกคณะมาตรวจไทยพีบีเอสถึงที่ เรียกดูเอกสารข้อมูล ระเบียบ คำสั่ง การจัดซื้อจัดจ้างผลิตรายการแบบวิธีเฉพาะเจาะจง ไม่ประกวดราคา เผยทีมตรวจสอบคัดบุคลากรฝีมือดีจาก 3 กลุ่มงาน “ด้านการเงิน - ด้านสืบสวนการปฏิบัติตามกฎหมายต่าง ๆ - ด้านความคุ้มค่า” มาผนึกกำลังกันทำงานรวมเป็นชุดใหญ่ถือเป็นครั้งแรกที่ สตง. เข้าตรวจสอบหน่วยรับตรวจที่ใช้จ่ายเงินแผ่นดิน ก่อนจะเรียกผู้เกี่ยวข้องมาสอบถาม ปมใช้รถหลวงรับประโยชน์เบิกซ้ำซ้อน รวมทั้งปมการจ้างผลิตรายการวิเคราะห์รอคิวถูกตรวจลำดับถัดไป

จากกรณีที่ สตง. ได้รับเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมกราคม 2569 ที่ผ่านมา กรณีพนักงานระดับบริหารตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักข่าว ผู้ช่วยผู้อำนวยการสำนักข่าวด้านบริหารได้รับเงินค่าพาหนะเหมาจ่ายเป็นรายเดือนแทนการมีรถประจำตำแหน่ง แต่ยังใช้ส่วนกลางรับส่งตัวเองไปตามปกติ ซึ่งเป็นการรับประโยชน์ซ้ำซ้อน สร้างความเสียหายต่อไทยพีบีเอส อาจเข้าข่ายการทุจริต โดยเรื่องนี้มีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) อีกทางหนึ่ง เป็นข่าวอื้อฉาวช่วงปลายปีที่ผ่านมา กระทั่ง สตง.ได้ตั้งทีมเฉพาะกิจขึ้นมาตรวจสอบให้ได้ข้อสรุปอย่างเร่งด่วน โดยให้เวลา 60 วันนั้น

ตั้งทีมเฉพาะกิจชุดใหญ่ระดมนักตรวจจาก 3 กลุ่มงาน

รายงานข่าวจาก สตง. แจ้งความคืบหน้าว่า นายมณเฑียร เจริญผล ผู้ว่า สตง.ให้ความสำคัญกับเรื่องผิดปกติเกี่ยวข้องกับการใช้จ่ายเงินของแผ่นดิน นอกจากจะมีประเด็นปัญหาการใช้รถหลวงที่มีผู้ร้องเรียนว่าดำเนินการไม่ถูกต้อง ยังมีปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง แบ่งซื้อแบ่งจ้างที่อาจขัดต่อ พ.ร.บ. การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และขัดต่อระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างฯ การจ้างบริษัทเอกชนและผู้ดำเนินรายการจากภายนอก อาจไม่คุ้มค่า จึงมีคำสั่งแต่งตั้งทีมเฉพาะกิจ ระดมเจ้าหน้าที่ฝีมือดีจาก 3 กลุ่มงานของสตง. รวม 16 คนมาทำงานร่วมกัน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของ สตง.ในการตั้งทีมตรวจสอบชุดใหญ่แบบครบเครื่องเช่นนี้

“ถือเป็นการประเดิมการตรวจสอบที่ไทยพีบีเอสซึ่งเป็นองค์กรสื่อสาธารณะไทยเป็นแห่งแรก ในฐานะเป็นหน่วยงานรัฐที่ได้รับเงินงบประมาณจากภาษีสุราและบุหรี่ปีละ 2,000 ล้านบาท มาใช้ในการดำเนินงานเพื่อให้การเก็บรวบรวมข้อมูลรายละเอียดต่าง ๆ เป็นไปอย่างครบถ้วนและเกิดการบูรณาการในการปฏิบัติงานของ สตง. และดำเนินไปด้วยความรวดเร็ว รอบด้าน เพราะอยู่ในความสนใจของประชาชน” แหล่งข่าวใน สตง. ที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบไทยพีบีเอสกล่าว

แหล่งข่าวกล่าวต่อว่า ทีมเฉพาะกิจชุดใหญ่ ประกอบด้วย 1. หน่วยการเงิน เพื่อดูว่า บัญชีการจ่ายเงินเป็นอย่างไร จะเรียกคืน หรือไม่ 2. หน่วยสืบสวน ไปดูการจัดซื้อจัดจ้าง การแบ่งซื้อเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง ข้อบังคับหรือไม่ การจัดซื้อจัดจ้างด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงในวงเงินต่ำกว่า 500,000 บาทสำหรับพนักงานระดับหัวหน้า แต่หากเป็นผู้บริฝ่ายระดับผู้อำนวยการ รองผู้อำนวย ส.ส.ท.วงเงินอนุมัติเกินกว่า 1,000,000 บาทเป็นไปโดยชอบหรือไม่หรือมีการเอื้อประโยชน์หรือ มีการทุจริตอย่างไรหรือไม่ 3. หน่วยตรวจสอบความคุ้มค่า ประสิทธิ ภาพและประสิทธิผลหรือไม่ อย่างไร

ผู้ช่วยผู้ว่าการ สตง.นำทีมเข้าตรวจไทยพีบีเอส

แหล่งข่าวจาก สตง. กล่าวอีกว่า เนื่องจากมีหลายประเด็นที่ต้องตรวจสอบ ทางทีมเฉพาะกิจ สตง. ได้วางแผนการปฏิบัติงานเรียบร้อยแล้ว มีการประสานงานกับฝ่ายบริหารไทยพีบีเอสให้เตรียมข้อมูลต่าง ๆ ไว้ให้พร้อม โดยครั้งแรก ทีมเฉพาะกิจจำนวน 6 คน นำโดยผู้ช่วยผู้ว่าการ สตง. มีกำหนดเดินทางมาที่สำนักงานไทยพีบีเอส ถนนวิภาวดีเป็นครั้งแรกในวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569 เป็นการตรวจการจัดซื้อจัดจ้างของสำนักสร้างสรรค์และหลอมรวมเนื้อหาเป็นเรื่องแรก ในฐานะเป็นหน่วยงานที่มีการจ้างบริษัทผลิตเนื้อหาได้แก่ ละคร สารคดี รายการต่าง ๆ ส่วนเรื่องอื่น ๆ เช่น การใช้รถส่วนกลาง การจ้างผลิตรายการวิเคราะห์ข่าวด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง ฯลฯ จะเข้าตรวจในโอกาสต่อไป ตามหลักปฏิบัติของ สตง. หลังจากตรวจเรื่องระเบียบ ประกาศ หรือหลักเกณฑ์ จากเอกสารหรือไฟล์ข้อมูลและการปฏิบัติในการจัดซืือจัดจ้าง การหาพัสดุแล้ว จะต้องมีการสอบถามผู้เกี่ยวข้องในเรื่องนั้น ๆ เพื่อนำมาประกอบการพิจารณา

จ้างเอกชนผลิตรายการไม่จำเป็น - สิ้นเปลืองงบฯ

ทั้งนี้ ทีมข่าวผู้จัดการออนไลน์สืบค้นข้อมูลจากเว็บไซต์ Thaipbd.or.th / ThaiPBS ประกาศจัดซื้อจัดจ้าง / ประกาศผู้ชนะการเสนอราคา และเว็บไซต์ของกรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง ซึ่งเป็นการเผยแพร่เรื่องการจัดซื้อจัดจ้างต่อสาธารณะเหมือนหน่วยงานรัฐอื่นๆ พบว่า


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผู้รับผิดชอบของไทยพีบีเอสระดับผู้อำนวยการสำนักสร้างสรรค์เนื้อหาและรองผู้อำนวยการไทยพีบีเอสด้านสร้างสรรค์และหลอมรวมเนื้อหาได้ใช้งบประมาณเป็นจำนวนมากในการผลิตรายการด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงเป็นรายไตรมาส บางครั้งรายละ 2 ไตรมาส ซึ่งเป็นการคัดเลือกบริษัทเอกชนด้วยความพอใจของไทยพีบีเอส ไม่ต้องเปิดประมูลแข่งขันเพื่อให้ราคาต่ำสุดและมีคุณภาพในงานผลิต หรือแม้บางอย่างสามารถผลิตที่ไทยพีบีเอสได้ก็ยังต้องจ้างเอกชน ทำให้เสียงบประมาณครั้งละจำนวนมาก ยกตัวอย่างเช่น รายการคุยให้คิด รายการสมมติว่า มีการจ้างผู้ดำเนินรายการ จ้างสตูดิโอถ่ายทำรายการพร้อมอุปกรณ์และเจ้าหน้าที่ จ้างเจ้าหน้าที่ตัดต่อรายการและคลิปสั้นรายการา ฯลฯ ทั้งที่ไทยพีบีเอสมีบุคลากรจำนวนมาก

นอกจากนี้ ยังพบข้อมูลจากเว็บไซต์อีกว่า การสร้างสรรค์เนื้อหาของไทยพีบีเอสด้วยการจัดซื้อจัดจ้าง การหาพัสดุ ด้วยวิธีเฉพาะเจาะจง อ้างความจำเป็นเร่งด่วนและมีเพียงบริษัทเดียวที่จะรับงาน ซึ่งอาจไม่คุ้มค่ากับเงินที่จ่ายไป เช่น จ้างที่ปรึกษาเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อสนับสนุนการผลิตเนื้อหาที่น่าเชื่อถือและไว้วางใจ ปี 2566 โดยวิธีเฉพาะเจาะจง เป็นเงิน 300,000 บาท, จ้างเจ้าหน้าที่ข้อมูลเพื่อพัฒนาเนื้อหารายการ ประกาศ ณ วันที่ 28 ตุลาคม 2567 เป็นเงิน 160,000 บาท, จ้างศึกษาสำรวจและติดตามความเคลื่อนไหวในพื้นที่สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการออกแบบการสื่อสาร Core Agenda ปี 2568 เป็นเงิน 1,177,000 บาท

จ้างประเมินผลด้านคุณภาพและเนื้อหาของรายการ ปี 2567 โดยวิธีการคัดเลือก เป็นเงินทั้งสิ้น 3,274,200 บาท ประกาศ ณ วันที่ 20 มีนาคม 2568, จ้างผู้แปลบทซับไตเติลภาษาต่างประเทศ จากสคริปต์ภาษาไทยเป็นภาษาอังกฤษ โดยวิธีเฉพาะเจาะจง รวม 8 รายการ แต่ละรายการเสนอราคาเรียงตามลำดับ ดังนี้ 176,000 บาท / 40,000 บาท / 40,000 บาท / 80,000 บาท / 65,000 บาท / 18,000 บาท ประกาศ ณ วันที่ 11 เมษายน 2568 และยังมีรายการจัดซื้อจัดจ้างอีกหลายรายการ

พบบริษัทเดียวผลิต 3 รายการให้สำนักข่าวได้เงินกว่า 36 ล้านบาท

แหล่งข่าวเปิดเผยว่า สำหรับในส่วนของสำนักข่าวนั้นจากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า มีบริษัทที่ได้รับการคัดเลือกด้วยวิธีเฉพาะเจาะจงเช่นเดียวกันเข้ามาผลิตรายการข่าวให้กับสำนักข่าว โดยคณะกรรมการตรวจสอบภายในของไทยพีบีเอสพบมีการจ้างบริษัทดังกล่าวต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2566-2568 มูลค่ารวมกว่า 36 ล้านบาท ทั้ง ๆ ที่มีบุคลากรของสำนักข่าวมากกว่า โดยยังมีข้อสังเกตเรื่องสัญญาการเข้ามาผลิตรายการว่า ได้เข้ามามีส่วนร่วมในส่วนใดบ้างที่เรียกว่า “การผลิต”ตามสัญญาโดยเฉพาะเรื่องเครื่องมืออุปกรณ์และบุคลากร ซึ่งสตง.จะดำเนินการตรวจสอบเรื่องดังกล่าวต่อไป

อย่างไรก็ตาม เมื่อ สตง.การตรวจแล้ว กรณีที่พบว่า มีผู้กระทำผิดกฎหมาย ผิดระเบียบ ฯลฯ ในเรื่องใด สตง.จะส่งเรื่องให้ผู้บริหารไทยพีบีเอสดำเนินการ เช่น ให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย การดำเนินการเอาผิดทางละเมิด การเรียกเงินคืนจากผู้ที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบเท่ากับจำนวนเงินที่เกิดความเสียหายกับองค์กร สำหรับ ผู้ที่เกษียณอายุไปแล้วก็ต้องคืนเงินเช่นกัน ถ้าไม่คืนก็ต้องฟ้องแพ่งเพื่อบังคับให้ชดใช้เงินคืน ถ้าเข้าข่ายทุจริต สตง. จะส่งเรื่องให้ ป.ป.ช. ดำเนินคดีทางอาญาซึ่งมีโทษทั้งจำคุกและปรับเป็นเงิน