xs
xsm
sm
md
lg

"ไชยันต์" เคลียร์ชัด! ปม QR Code บัตรเลือกตั้ง 69 ยันความลับยังอยู่ครบ ชูระบบ 'แยกที่เก็บ' การันตีระบุตัวตนไม่ได้

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



อ.ไชยันต์ ไชยพร ไขคำตอบปมร้อน QR Code บนบัตรเลือกตั้ง 2569 ยันเป็นกลไกสกัด 'บัตรปลอม-บัตรเขย่ง' เพื่อความโปร่งใส ชี้ชัดกระบวนการแยกเก็บต้นขั้วกับหีบบัตรเลือกตั้งหลังปิดหีบ คือกำแพงสำคัญที่ปกป้องความลับผู้ลงคะแนน มั่นใจในสถานการณ์ปกติไม่มีใครรู้ 'ใครเลือกใคร' เพราะกฎหมายล็อคแน่น ต้องใช้มติ กกต. ชุดใหญ่หรือคำสั่งศาลเท่านั้นถึงจะเข้าถึงได้

วันนี้ (21 ก.พ.) ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ออกมาโพสต์ข้อความในประเด็นเกี่ยวกับการใช้ QR Code และ Barcode บนบัตรเลือกตั้งปี 2569 ชี้ รหัสมีไว้เพื่อตรวจสอบความถูกต้องของจำนวนบัตรและป้องกันการโกงในภาพรวม แต่ด้วยกระบวนการแยกเก็บเอกสาร ทำให้ในสถานการณ์ปกติไม่มีใครสามารถล่วงรู้ได้ว่าบัตรใบใดเป็นของใคร ทั้งนี้ เจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

"ทำไมในปี 2569 กกต. จึงกำหนดให้มี QR code และ Bar code บนบัตรเลือกตั้ง ส.ส. ในประเทศไทย ?

ในการเลือกตั้งในปี 2569 สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดให้บัตรเลือกตั้งมี Barcode (บนบัตรบัญชีรายชื่อ) และ QR Code (บนบัตรแบ่งเขต) โดยอ้างอิงอำนาจตาม ระเบียบ กกต. ว่าด้วยการเลือกตั้ง สส. พ.ศ. 2566 ข้อ 129 ซึ่งระบุว่า กกต. สามารถกำหนดรหัสหรือเครื่องหมายพิเศษเพิ่มเติมได้โดยไม่ต้องแจ้งล่วงหน้า
เหตุผลหลักที่ กกต. นำมาใช้ชี้แจงมี 3 ด้านสำคัญ:

1. มาตรการรักษาความปลอดภัย (Security Feature)
• ป้องกันบัตรปลอม: รหัสเหล่านี้ทำหน้าที่เหมือน "รหัสประจำตัวบัตร" เพื่อยืนยันว่าเป็นบัตรที่จัดพิมพ์โดย กกต. จริง ป้องกันการพิมพ์บัตรเลียนแบบมาสวมสิทธิ
• เทคนิคการพิมพ์: กกต. ระบุว่าเป็นเทคนิคเฉพาะของโรงพิมพ์เพื่อใช้ควบคุมมาตรฐานการผลิตและป้องกันข้อผิดพลาดในขั้นตอนการพิมพ์

2. การบริหารจัดการและควบคุมจำนวนบัตร
• แก้ปัญหาบัตรเขย่ง: รหัสช่วยให้ กกต. ตรวจสอบได้ว่าในแต่ละเล่มมีบัตรครบ 20 ฉบับหรือไม่ และถูกส่งไปยังหน่วยเลือกตั้งใดบ้าง
• ป้องกันการใช้บัตรข้ามเขต: หากมีการนำบัตรจากหน่วยหนึ่งไปใช้อีกหน่วยหนึ่ง เจ้าหน้าที่จะสามารถสแกนรหัสเพื่อตรวจสอบย้อนกลับได้ทันทีว่าบัตรใบนั้นเป็นของหน่วยใดและใครเป็นผู้รับผิดชอบ

3. การตรวจสอบความโปร่งใส (Traceability)
• ติดตามทุจริต: ใช้ในกรณีที่มีการร้องเรียนหรือเกิดเหตุผิดปกติ จะสามารถตรวจสอบย้อนกลับ (Trace) ได้ว่าบัตรล็อตนั้นๆ มีที่มาที่ไปอย่างไร

ทำไมถึงเป็นประเด็นร้อน?

แม้ กกต. จะยืนยันว่าทำเพื่อความปลอดภัย แต่มีข้อโต้แย้งสำคัญจากภาคประชาชนและนักวิชาการในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ดังนี้:

• การรันเลขแบบ Unique ID: บัตรเลือกตั้งปี 2569 ต่างจากปี 2566 ตรงที่ รหัสในแต่ละใบไม่ซ้ำกัน และรหัสนั้นไป "ตรงกับเลขบนต้นขั้วบัตร" ซึ่งมีชื่อและลายเซ็นของเราอยู่

• ความลับในการลงคะแนน: ฝ่ายคัดค้านมองว่าในทางเทคนิค หากใครมีทั้ง "บัตรที่กาแล้ว" และ "ต้นขั้ว" จะสามารถจับคู่ได้ทันทีว่าใครเลือกใคร ซึ่งอาจขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 85 ที่ระบุว่าการเลือกตั้งต้องเป็น "ความลับ"
…….
มีประชาชนบางส่วนกังวลว่า QR Code หรือ Barcode จะระบุได้ไหมว่า "เราเลือกใคร"?

• คำตอบคือ: ไม่ได้ครับ เพราะรหัสเหล่านี้มักจะอยู่ที่ "ต้นขั้วบัตร" (ซึ่งถูกเก็บไว้ที่หน่วย) หรือบน "หน้าซอง" (กรณีเลือกตั้งนอกเขต) แต่บน "ตัวบัตรเลือกตั้ง" ที่เรากากบาทและหย่อนลงหีบนั้น จะไม่มีข้อมูลที่เชื่อมโยงถึงชื่อ-นามสกุล หรือเลขบัตรประชาชนของผู้เลือก เพื่อรักษาความลับในการลงคะแนนตามกฎหมาย
เพราะตามระเบียบและแนวทางปฏิบัติของ กกต. การ "แยกที่เก็บ" เพื่อรักษาความลับของการลงคะแนน มีกระบวนการสำคัญที่เกิดขึ้นทันทีหลังปิดหีบและนับคะแนนเสร็จ ดังนี้

1. การแยกส่วนประกอบ ณ หน่วยเลือกตั้ง
หลังจากการนับคะแนนที่หน่วยเลือกตั้งเสร็จสิ้น เจ้าหน้าที่ (กปน.) จะต้องคัดแยกเอกสารออกเป็นส่วนๆ ดังนี้
ส่วนที่ 1: บัตรเลือกตั้งที่ใช้ลงคะแนนแล้ว จะถูกมัดรวมและใส่กลับลงไปใน "หีบบัตรเลือกตั้ง" แล้วปิดผนึกด้วยสายรัดหรือสติกเกอร์ที่มีลายเซ็นเจ้าหน้าที่กำกับ
ส่วนที่ 2: ต้นขั้วบัตรเลือกตั้ง (ที่มีรหัส Barcode/QR Code ตรงกับบัตร และมีรอยฉีก) จะถูกรวบรวมใส่ใน "ถุงเมล์" หรือซองแยกเฉพาะ ต่างหาก ไม่ได้ใส่รวมลงไปในกองบัตรที่ลงคะแนนแล้ว
ส่วนที่ 3: บัญชีรายชื่อผู้มีสิทธิเลือกตั้ง (ที่มีรอยเซ็นหรือพิมพ์ลายนิ้วมือของเรา) จะถูกแยกใส่อีกซองหนึ่ง

2. สถานที่จัดเก็บ
เมื่อส่งมอบอุปกรณ์จากหน่วยเลือกตั้งไปยังศูนย์รวมคะแนน:
หีบบัตรเลือกตั้ง (ที่มีบัตรข้างใน): มักจะถูกนำไปเก็บรักษาไว้ที่ สถานที่ปลอดภัยประจำเขตเลือกตั้ง (เช่น ที่ว่าการอำเภอ หรือสำนักงานเขต) โดยมีการล็อกกุญแจและมีเจ้าหน้าที่/ตำรวจเฝ้า 24 ชั่วโมง
ต้นขั้วบัตรและบัญชีรายชื่อ: จะถูกส่งไปเก็บรักษาไว้ที่ สำนักงาน กกต. จังหวัด หรือสถานที่ที่ กกต. กำหนด ซึ่งมักจะเป็นคนละห้องหรือคนละตึกกับที่เก็บหีบบัตร

3. การทำลายหรือตรวจสอบ
ตามกฎหมาย: เอกสารเหล่านี้จะถูกเก็บไว้เป็นเวลาอย่างน้อย 1 ปี (หรือจนกว่าคดีความจะสิ้นสุดหากมีการร้องเรียน)
การเข้าถึง:
ไม่มีใครสามารถเดินเข้าไปเปิดหีบเพื่อเอาบัตรมาเทียบกับต้นขั้วได้ตามอำเภอใจ
การจะทำแบบนั้นได้ต้องมี มติจาก กกต. ชุดใหญ่ หรือ คำสั่งศาล ในกรณีที่มีการคัดค้านการเลือกตั้งเท่านั้น"