สงครามการค้าปะทุระลอกใหม่ สหรัฐฯ ประกาศเก็บภาษี 10% ทั่วโลก ผู้ส่งออกไทยต้องจับตาสถานการณ์ใกล้ชิด เตรียมรับมือความผันผวนรอบใหม่หลังมาตรการเดิมถูกยกเลิก
สถานการณ์การค้าระหว่างประเทศกลับมาเผชิญความผันผวนอีกครั้ง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ แห่ง สหรัฐอเมริกา ประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากทุกประเทศทั่วโลกในอัตรา 10% เป็นเวลา 150 วัน ภายใต้มาตรา 122 ของ ของกฎหมายการค้าปี 2517 แทนมาตรการภาษีต่างตอบแทนเดิมที่ถูกศาลสูงสุดสหรัฐฯ วินิจฉัยว่าใช้อำนาจเกินขอบเขต โดยยังส่งผลให้ภาคธุรกิจไทยยังต้องเผชิญความไม่แน่นอนจากทิศทางนโยบายการค้าของสหรัฐฯ ที่อาจปรับเปลี่ยนได้ตามบริบทของความขัดแย้งทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ
นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) แสดงความคิดเห็นว่า เห็นว่า แม้คำตัดสินของศาลสูงสุดสหรัฐฯ จะเป็นสัญญาณบวกในเชิงหลักนิติธรรม และอาจช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนบางส่วนในระยะสั้น แต่ยังไม่ควรมองว่าเป็นจุดสิ้นสุดของมาตรการกีดกันทางการค้า ผู้ประกอบการไทยควรติดตามท่าทีฝ่ายบริหารสหรัฐฯ อย่างใกล้ชิด ประเมินความเสี่ยงด้านต้นทุนและสัญญาการค้า กระจายตลาดส่งออก และเตรียมพร้อมรับมาตรการทดแทนที่อาจเกิดขึ้นในรูปแบบอื่น ดังนั้น ผู้ส่งออกไทยต้องดำเนินกลยุทธ์อย่างระมัดระวัง ได้แก่ การติดตามท่าทีของฝ่ายบริหารสหรัฐอย่างใกล้ชิด การประเมินความเสี่ยงด้านต้นทุนและสัญญาการค้า การกระจายตลาดส่งออกเพื่อลดการพึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป และการเตรียมพร้อมรับมาตรการทดแทนที่อาจออกมาในรูปแบบอื่น เช่น มาตรการภายใต้มาตรา 301, มาตรา 232 หรือกลไกด้านความมั่นคงอื่น ๆ
ขณะที่ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ไทยยังคงเดินหน้าเจรจาการค้ากับสหรัฐฯ อย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาเสถียรภาพความสัมพันธ์ทางการค้าและการลงทุน พร้อมมอบหมายให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศประเมินสถานการณ์และผลกระทบอย่างรอบด้าน โดยย้ำว่ากระทรวงพาณิชย์จะดำเนินการเชิงรุก ทั้งด้านการเจรจา การประเมินความเสี่ยง และการให้ข้อมูลแก่ภาคธุรกิจ เพื่อให้ผู้ประกอบการไทยสามารถปรับตัวได้อย่างเหมาะสมท่ามกลางบริบทการค้าระหว่างประเทศที่ยังคงผันผวนสูง อย่างไรก็ตาม แม้ล่าสุดจะมีคำวินิจฉัยของศาลสูงสุดสหรัฐฯ ซึ่งส่งผลต่อแนวทางการดำเนินมาตรการภาษีของสหรัฐฯ แต่ยังมีหลายประเด็นที่ต้องรอความชัดเจน ทั้งในเชิงกฎหมายและแนวปฏิบัติ

