เอเจนซีส์/รอยเตอร์ - ผู้แทนการค้าสหรัฐฯแถลงชัดผ่านจอทีวีฟ็อกซ์นิวส์ชื่อดังวันศุกร์(20 ก.พ) หลายประเทศที่ทำสัญญาภาษีอัตราต่อรองต้องจ่ายเท่าเดิมรวม มาเลเซีย กัมพูชา ไม่สนใจคำพิพากษาศาลสูงสุดสหรัฐฯ ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ฉุนขาดงัดกฎหมายการค้าหมวด 122 ที่ไม่มีใครเคยใช้เพิ่มกำแพงภาษีใหม่ 15%
เดอะการ์เดียนของอังกฤษรายงานว่า ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศเพิ่มอัตรากำแพงภาษีการค้าจาก 10% มาอยู่ที่ 15% ไม่ถึง 24 ชั่วโมงหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯวันศุกร์(20)ลงมติ 6-3 ชี้ว่า กฎหมายอำนาจเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศ IEEPA (International Emergency Economic Powers Act) ไม่ให้อำนาจประธานาธิบดีสหรัฐฯสามารถเพิ่มอัตราภาษีต่อสินค้านำเข้าได้ อ้างอิงมติศาลสูงสุดสหรัฐฯจากรอยเตอร์
ประธานาธิบดีสหรัฐฯประกาศวันเสาร์(21)ว่า จะเพิ่มอัตราภาษีชั่วคราวต่อสินค้านำเข้าสหรัฐฯจากทุกชาติทั่วโลกจากแต่เดิมที่ 10% มาอยู่ที่ 15% และมีผลบังคับใช้ทันที
อัตราภาษีกำแพงภาษีการค้าที่ 15% นี้ถูกใช้โดยอ้างอิงจากหมวด 122 ของมาตรากฎหมายการค้าปี 1974 (section 122 of the Trade Act of 1974) ที่เปิดโอกาสให้ประธานาธิบดีสหรัฐฯสามารถจัดเก็บภาษีได้ถึง 15% ได้ชั่วคราวนาน 150 วัน แต่ทว่าสื่ออังกฤษชี้ว่า รัฐบาลสหรัฐฯอาจเสี่ยงต่อการโดนท้าทายทางกฎหมายได้
ซึ่งในช่วงเวลาดังกล่าวผู้นำสหรัฐฯเปิดเผยว่า รัฐบาลของเขาจะทำงานในการสั่งการภาษีใหม่ที่ชอบตามกฎหมาย
เดอะการ์เดียนชี้ว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้โจมตีมติศาลสูงสุดสหรัฐฯพิพากษา 6 -3 ทำให้นโยบายการค้าของเขาพังครืนผ่านโซเชียลมีเดียของตัวเอง Truth Social ว่า “น่าขบขัน เขียนแย่ และเป็นการต่อต้านอมริกันอย่างไม่เคยพบมาก่อน”
รอยเตอร์รายงานเสริมว่า ไม่มีประธานาธิบดีสหรัฐฯคนใดในประวัติศาตรได้เคยประกาศใช้กฎหมายการค้าหมวด 122 มาก่อน
อย่างไรก็ตามผู้เชี่ยวชาญการค้าและผู้ช่วยสภาคองเกรสหรัฐฯต่างเคลือบแคลงว่า สภาคองเกรสสหรัฐฯที่มีพรรครีพับลิกันเป็นเสียงข้างมากจะยอมขยายมาตรการอัตราภาษี 15% นี้ออกไปโดยอ้างอิงจากโพลที่แสดงให้เห็นอเมริกันชนจำนวนมากบ่นเรื่องภาษีเป็นสาเหตุทำให้ราคาสินค้าภายในประเทศพุ่ง
หลังคำพิพากษาของศาลออกมา ผู้แทนการค้าสหรัฐฯ เจมีสัน เกรียร์ (Jamieson Greer) ได้ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ฟ็อกซ์นิวส์ในวันศุกร์(20)ว่า ประเทศเหล่านี้ต้องรักษาสัญญาที่ทำไว้
พร้อมกับยกตัวอย่างในรายการเป็นต้นว่า สินค้าส่งออกจากประเทศต่างๆเช่น มาเลเซีย และ กัมพูชา จะยังคงถูกเรียกเก็บภาษีในอัตราที่ได้เจรจากัน(negotiated rate)ไว้ที่ 19% ถึงแม้ว่าอัตราภาษีทั่วไป(universal rate)จะต่ำกว่าก็ตาม เกรียร์กล่าว
สอดคล้องกับหัวหน้าเจรจาการค้าอินโดนีเซีย Airlangga Hartarto เปิดเผยว่าข้อตกลงการค้าระหว่างอินโดนีเซีย-สหรัฐฯในอัตราภาษีที่ 19% ที่มีการลงนามในวันศุกร์(20)ยังคงมีผลบังคับใช้ถึงแม้ศาลสูงสุดสหรัฐฯจะพิพากษาออกมาว่าเป็นโมฆะก็ตาม
สอดคล้องกับการเปิดเผยของประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ปราโบโว ซูเบียนโต ออกมาให้สัมภาษณ์ในวันเสาร์(21)ว่า รัฐบาลจาการ์ตาของเขาพร้อมรับทุกสถานการณ์ที่อาจจะเกิดหลังคำสั่งศาลสหรัฐฯออกมา
ทั้งนี้ปราโบโวพร้อมกับรัฐมนตรีของเขาอยู่ที่กรุงวอชิงตัน ดีซี สัปดาห์นี้เพื่อเข้าร่วมการประชุมครั้งแรกของบอร์ดสันติภาพกาซาของประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ และมีการประชุมระดับทวิภาคีร่วมกับผู้นำสหรัฐฯเพื่อลงนามข้อตกลงการค้าที่ลดอัตราภาษีจาก 32% เหลือ 19%
“พวกเราเตรียมพร้อมสำหรับทุกสถานการณ์ที่เป็นไปได้ พวกเราเคารพต่อการเมืองภายในสหรัฐฯและพวกเราจะเฝ้าจับตาต่อความเปลี่ยนแปลง” ประธานาธิบดีอินโดนีเซียกล่าว
รอยเตอร์รายงานว่า มีบางส่วนของผู้นำต่างชาติออกมาแสดงความยินดีต่อชัยชนะหลังศาลสูงสุดสหรัฐฯพิพากษาให้การขึ้นภาษีทั่วโลกของทรัมป์เป็นโมฆะ
ประธานาธิบดีฝรั่งเศส เอ็มมานุเอล มาครง วันเสาร์(21) ประกาศว่า คำพิพากษาแสดงให้เห็นว่าเป็นสิ่งที่ดีสำหรับประชาธิปไตยที่มีการถ่วงดุลต่ออำนาจและหลักความเป็นนิติรัฐ
ด้านนายกรัฐมนตรีเยอรมัน ฟรีดริช แมร์ซ กล่าวว่า เขาคาดหวังว่า คำพิพากษาจะผ่อนคลายความยากลำบากที่มีต่อบริษัทเยอรมัน พร้อมกันนี้จะใช้การเดินทางมาเยือนสหรัฐฯเพื่อย้ำว่า “มาตรการภาษีนั้นทำร้ายทุกคน”
อย่างไรก็ตามคำพิพากษานี้อาจถือเป็นข่าวดีสำหรับประเทศเช่น บราซิล ที่ยังไม่ได้เจรจาการค้ากับสหรัฐฯในการลดอัตราภาษี 40% ลงที่ในเวลาเชื่อว่าอัตราใหม่จะอยู่ที่ 15% อย่างน้อยก็ชั่วระยะเวลาหนึ่ง

