“ปานเทพ” ชี้แม้ศาลแพ่งสั่งคืนทรัพย์สิน 74 ล้านให้ “ทนายตั้ม” คดีฉ้อโกง “เจ๊อ้อย” แต่อย่าเพิ่งด่วนดีใจว่าจะรอด เพราะคดีอาญายังไม่เริ่มสืบพยาน ขณะจำเลย 4 คนที่ร่วมขบวนการรับสารภาพแล้ว ส่วนคดีคริปโตทิพย์ “นุ-สา” คืนเงิน 19 ล้านให้ “เจ๊อ้อย” แล้ว
วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 นายปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ ประธานมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน แถลงข่าวภายหลังศาลแพ่งมีคำพิพากษายกคำร้องของอัยการคดีพิเศษ ที่ขอให้ยึดทรัพย์สินมูลค่า 74 ล้านบาท ของนายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” ซึ่งเป็นทรัพย์ที่ได้จากการฉ้อโกง น.ส.จตุพร อุบลเลิศ หรือ “เจ๊อ้อย” ตกเป็นของแผ่นดิน พร้อมมีคำสั่งให้คืนทรัพย์ดังกล่าวแก่ทนายตั้มและภรรยา
นายปานเทพ ระบุว่า เคารพคำพิพากษาของศาล เนื่องจากไม่อาจก้าวล่วงดุลยพินิจได้ แต่อย่างไรก็ตาม ได้ตั้งข้อสังเกตว่าคดีแพ่งดังกล่าวเป็นคำร้องของอัยการ ซึ่งในการสืบพยาน มีการสืบพยานเพียงปากเดียว คือเจ้าหน้าที่จาก สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) โดยไม่ได้สืบพยานผู้เสียหายคือเจ๊อ้อย ดังนั้นจึงขออย่าเพิ่งด่วนสรุปว่าทนายตั้มจะรอดคดี เพราะคดีหลักในส่วนคดีอาญายังไม่ได้เริ่มกระบวนการสืบพยาน และคำพิพากษาของศาลแพ่งไม่มีผลผูกพันต่อคดีอาญา
นายปานเทพ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ในคดีดังกล่าวมีจำเลยที่ 3 และ 4 คือ นายนุวัฒน์ หรือ “นุ” และ น.ส.สารินี หรือ “สา” ซึ่งร่วมกับทนายตั้มหลอกลวงเจ๊อ้อย โดยอ้างว่าถูกดูดเงินคริปโตเคอร์เรนซี พร้อมสร้างหลักฐานเท็จว่าตนเองเป็นผู้เสียหาย คิดเป็นเงิน 39 ล้านบาท ก่อนมีการแบ่งเงินจำนวนดังกล่าวให้จำเลยทั้งสอง 19 ล้านบาท และนำไปให้ทนายตั้ม 20 ล้านบาท ซึ่งศาลได้แยกดำเนินคดีออกต่างหาก
ทั้งสองจำเลยให้การรับสารภาพต่อศาลชั้นต้น ศาลพิพากษาว่ามีความผิดฐานร่วมกันฟอกเงิน กระทำผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และแจ้งความเท็จ แต่เนื่องจากรับสารภาพ จึงรอลงอาญา 2 ปี โดยจำเลยทั้งสองได้นำเงิน 19 ล้านบาท คืนให้เจ๊อ้อยแล้วเป็นที่เรียบร้อย เมื่อเดือนธันวาคม 2568 ผ่านแคชเชียร์เช็ก 2 ฉบับ มูลค่า 4 ล้านบาท และ 15 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีจำเลยอีก 2 รายในคดีหลัก ที่เกี่ยวข้องกับการซื้อขายรถยนต์ยี่ห้อเบนซ์ โดยทนายตั้มให้พนักงานออกใบเสร็จเกินราคาจริง ซึ่งพนักงานเข้าใจว่าจะนำไปใช้ชี้แจงกับครอบครัว ภายหลังคดีดังกล่าวถูกแยกออกจากคดีหลัก โดยพนักงานได้ยอมรับการกระทำ และนำพานธูปเทียนไปกราบขอขมาเจ๊อ้อย ซึ่งผู้เสียหายไม่ติดใจดำเนินคดี อีกทั้งบริษัทต้นสังกัดของพนักงานยังได้โพสต์ขอโทษผ่านเว็บไซต์ของบริษัทแล้ว
เมื่อถูกถามว่าคำสั่งศาลแพ่งให้คืนทรัพย์จะมีผลต่อการขอประกันตัวทนายตั้มและภรรยาหรือไม่ นายปานเทพ ระบุว่า เป็นดุลยพินิจของศาล แต่ต้องไม่ลืมว่าก่อนหน้านี้ศาลไม่อนุญาตให้ประกันตัว เนื่องจากเห็นว่ามีพฤติการณ์หลบหนี เป็นบุคคลมีชื่อเสียง และคดีฟอกเงินที่อัยการสั่งฟ้องมีการสืบพยานไปเพียงปากเดียว
ส่วนความกังวลของเจ๊อ้อยนั้น นายปานเทพ ยอมรับว่ายังมีความกังวล เนื่องจากคดียังอยู่ระหว่างการต่อสู้ แต่การได้รับเงินคืนมาแล้ว 19 ล้านบาท ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดี และทำให้ผู้เสียหายมีความสบายใจมากขึ้น
นายปานเทพ ระบุด้วยว่า คดีนี้มีผู้เกี่ยวข้องกับทนายตั้มรับสารภาพแล้ว 4 ราย และเชื่อมั่นว่าศาลจะให้ความเป็นธรรม แม้ทนายตั้มและภรรยาจะมีท่าทีมั่นใจเมื่อขึ้นศาล ซึ่งถือเป็นสิทธิส่วนบุคคล
ด้านนายคมสัน โพธิ์คง ที่ปรึกษากฎหมายมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน กล่าวเพิ่มเติมว่า ความผิดฐาน “ฉ้อโกงเป็นปกติธุระ” ในคดีนี้ เป็นการใช้ประมวลกฎหมายอาญาประกอบกับกฎหมายฟอกเงิน เนื่องจากมีลักษณะกระทำซ้ำ ๆ อย่างต่อเนื่อง จึงเข้าข่ายความผิดตามกฎหมายฟอกเงิน
ส่วนกรณีที่ทนายตั้มอ้างว่าเป็นการให้ด้วยความเสน่หาหรือความสมัครใจนั้น นายคมสัน ระบุว่า ความผิดฐานฉ้อโกงทุกคดีเกิดจากการหลอกลวง ไม่ใช่การบังคับ การอ้างว่าให้ด้วยเสน่หาจึงเท่ากับยอมรับว่าได้รับเงินจริง และต้องพิสูจน์ต่อไปว่าเป็นการให้โดยสมัครใจ หรือเกิดจากการใช้เล่ห์กลหลอกลวง
ทั้งนี้ ศาลไม่ได้ใช้พฤติการณ์ทางแพ่งมาประกอบการพิจารณาเรื่องการประกันตัว แต่จะพิจารณาจากเงื่อนไขหลัก ได้แก่ การเข้าไปยุ่งเหยิงกับพยานหลักฐาน การข่มขู่พยาน และพฤติการณ์หลบหนีเป็นสำคัญ

