ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ ยื่นลาออกใบประกอบวิชาชีพเวชกรรม ซัดแพทยสภาใช้ดุลยพินิจอะไร กดให้ต่ำ กดให้จน แกล้งให้กลัว โวยพิจารณาโทษโฆษณาร้ายแรงกว่าทำคนไข้ตายและทุจริต ชี้ต้องโฆษณาได้ในกรอบของกฎหมาย ถ้าไม่แสดงตนก็คือประชาชนคนหนึ่ง ถามถ้าไม่ให้หมอพูดแล้วใครพูด เหน็บไทยเป็นเมดิคัลฮับได้แค่แป้งกับกัญชาเท่านั้น
.
วันนี้ (27 ก.พ. 2569) ที่แพทยสภา พญ.ของขวัญ ฟูจิตนิรันดร์ ได้ยื่นใบลาออกจากผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ระบุว่า มีสองสาเหตุหลัก คือ ตั้งแต่ออกมายืนฝั่งตรงข้ามผู้มีอำนาจ ช่วงโควิด-19 เรื่องวัคซีน และคอลเอาต์ประเด็นสังคม หรือประเด็นต่างๆ มีแรงกระเพื่อมและฟาดฟันด้วยคำว่าจริยธรรมจากองค์กรอิสระ ไม่ต่างจาก กกต. และ สตง. การใช้ดุลยพินิจคำว่าจริยธรรมชี้เป็นชี้ตายลงโทษถึงขั้นประหาร โดยใช้คำว่าดุลยพินิจของคนไม่กี่คน ทำได้สองอย่าง คือ ละทิ้ง หรือแก้ไขระบบ ตนพยายามแก้ไขและต่อสู้มาเป็นระยะเวลายาวนาน ตั้งแต่คอลเอาต์เรื่องวัคซีนโควิดก็มีความประหลาดของเรื่องเมื่อ 12 ปีก่อนซึ่งจบไปแล้ว ยืนยันว่าไม่เคยถูกร้องเรียนหรือลงโทษ เพราะเหตุไม่พึงประสงค์ที่เกิดกับคนไข้สักครั้งเดียว ครั้งแรกโดนเรื่องจริยธรรม โดยไม่คำนึงถึงความสิ้นเปลืองของผู้ป่วย ตนไม่เข้าใจว่ามาตรฐานดุลพินิจของแพทยสภาพิจารณาจากอะไร ได้พิจารณาโรงพยาบาลเอกชนที่คิดราคาขูดเลือดขูดเนื้อ ส่งแลป จ่ายยาเกินกว่าจำเป็นหรือไม่ ถ้าไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าคุณทำอะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นคนของใคร ระบบแบบนี้อยู่ไม่ได้ กดให้ต่ำ กดให้จน แกล้งให้กลัว แต่ขอโทษ หมอไม่กลัว
.
ครั้งแรกตัดสินใจสู้กับระบบ โดยฟ้องแพทยสภาต่อศาลปกครอง ซึ่งดำเนินการยากลำบากยาวนาน ไม่มีความสุขในการขึ้นโรงขึ้นศาล 3 ปี หมอชนะแพทยสภาทุกคดี ทั้งคดีที่บอกว่าผิดจริยธรรมที่ไม่คำนึงถึงค่าใช้จ่ายของผู้ป่วย ซึ่งเป็นเหตุเกิด 12 ปีก่อน เมื่อตนคอลเอาต์ไม่รู้เกี่ยวหรือไม่ บังเอิญเป็นเวลาเดียวกันมีคำสั่งฟ้าผ่าออกวันที่ 18 ประชุมวันที่ 20 มีอยู่จริง ศาลปกครองคงเห็นอะไรหลายอย่างที่ทำให้มีคำสั่งเพิกถอน กับอีกเรื่องหนึ่งที่ขุดมาโจมตีไม่เลิก คือเรื่องไหมทองคำที่แพทยสภาว่าผิด ตนซื้อจากงานแพทยสภา คงจะมีอะไรสักอย่าง ไม่อย่างนั้นศาลปกครองคงไม่เมตตาขนาดนี้ แต่แพทยสภาไม่ยอมรับผลของศาล ยืนยันที่จะลงโทษ ขอไม่ใช้คำว่ากลั่นแกล้ง ใช้คำว่าจ้องพิจารณา เมื่อจริยธรรมถูกตัดสินคาดโทษโดยดุลพินิจที่ไม่มีมาตรวัดที่เป็นระบบและเป็นมาตรฐาน ขึ้นอยู่กับว่าคนของใคร
.
ส่วนการตัดสินใจครั้งนี้ ยังไม่มีการตัดสินของแพทยสภาเพิ่มเติม วันนี้ตนมาลาออกเอง ยังไม่มีการพักใช้หรือเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพของตนแต่อย่างใด แต่ถ้ามีมือมืดจากสวรรค์มาทำอะไรหลังจากนี้ ทุกคนก็จะได้เห็นว่าความแปลกประหลาดของระบบนี้มีอยู่จริง ณ วันนี้ตนยังไม่ได้จดหมายต่อแพทยสภา อีกเรื่องหนึ่งที่ตนไม่เห็นด้วย และอารยะขัดขืนในการลาออก คือ การที่แพทยสภาพิจารณาโทษของการโฆษณา ให้มีโทษร้ายแรงกว่าทำคนไข้ตาย ทำอนาจารคนไข้ โกงจัดซื้อจัดจ้าง การเรียกรับผลประโยชน์การจ่ายยาบางอย่าง การซื้อเวชภัณฑ์บางอย่าง หรือแม้แต่การให้คนไข้ผ่าตัดที่ไม่จำเป็นนอกเวลา แม้กระทั่งเกิดในโรงเรียนแพทย์ แพทยสภาไม่ทำอะไร แต่กลับจับโฆษณา วันนี้มีปัญหากฎหมายถามใคร ถ้าไม่ให้หมอพูดถึงเรื่องยา อาหารเสริมสุขภาพ คุณจะให้ใครพูด แม่ค้าออนไลน์ อินฟลูเอนเซอร์พูดได้ฉ่ำ ติ๊กต็อกเกอร์ทุกคนสามารถจะพูดอะไรก็ได้ แต่คนที่มีความรู้ความสามารถในจุดนี้กลับพูดไม่ได้ ด้วยคำว่าจริยธรรม
.
"ประเทศเราเป็นประเทศที่สเตียรอยด์ซื้อได้ไฮโพเทนซี หมอเป็นหมอรักษาผิวความงามมา 20 ปี หมอเจอคนไข้ติดแอคดิค ติดสเตียรอยด์เยอะมาก สเตียรอยด์แอคเน่ เป็นสิวสเตียรอยด์ เอาครีมทาเท้ามาทาหน้าเยอะมาก สามารถจะเข้าไปซื้อในร้านขายยาได้โดยไม่ต้องมีสั่งใบสั่งแพทย์ ประเทศเราเป็นประเทศที่ขายแอนตี้ไบโอติค หรือยาปฎิชีวนะ ฆ่าได้ยันโคตรพ่อโคตรแม่แบคทีเรีย ทำให้เกิดการดื้อยาทั่วประเทศ แต่เมลาโทนินผิดกฎหมาย ต้องจ่ายไปเป็นยา โคคิวเท็นใส่ได้แค่ 30 มิลลิกรัม วิตามินซีดีหน่อย เพิ่มจาก 60 เป็น 1,000 เมื่อไม่นานมานี้ ประเทศเราต้องการเป็นเมดิคัลฮับแต่ขัดแข้งขัดขากันเอง สุดท้ายเราก็แพ้เกาหลีที่นำจีดีพีเข้าสู่ประเทศมากมาย เราแพ้หมอเกาหลีเพราะเรานั่งขัดแข้งขัดขากันเอง เราเป็นเมดิคัลฮับได้แค่แป้งกับกัญชาเท่านั้น"
.
พญ.ของขวัญ ยืนยันว่า การที่แพทย์สามารถโฆษณาสินค้าผลิตภัณฑ์สุขภาพในกรอบของกฎหมาย มีกฎหมายข้อหนึ่งเขียนว่า ถ้าผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรมจะโฆษณาสินค้าผลิตภัณฑ์สุขภาพ จะต้องไม่แสดงตัวเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ฉะนั้นเมื่อหมอไม่แสดงตัวเป็นผู้ประกอบวิชาชีพเวชกรรม ก็คือประชาชนไทยคนหนึ่งที่อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญและกฎหมายเดียวกับประชาชนทั่วไป ถ้าสมมติไม่ให้หมอจับสินค้า หมอขายได้ ไม่ให้หมออธิบายได้ คำถามคือให้ใคร แล้วมั่วซั่วไปหมด ข้อมูลที่ผิดเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์มากมาย ชาวเน็ตไทยไถเฟซบุ๊ก ไถติ๊กต็อก 3 นาทีจบคณะแพทยศาสตร์เฉยเลย เก่งกว่าหมอเข้าไปอีกเยอะแยะมากมาย แล้วจะแก้ไขข้อมูลผิดๆ ที่อยู่ในสังคมนี้ได้อย่างไร แพทยสภากวาดล้างหมอที่โฆษณา แต่กวาดล้างไม่เคยได้เลยคือหมอปลอม วันนี้หมอทุกคนไม่กล้าพูดอะไร กฎที่ใช้อยู่ปีสองสี่เท่าไหร่
.
"ณ วันนี้คำว่าโฆษณาต้องออกทีวี เดี๋ยวนี้มีโทรศัพท์เครื่องเดียวโกออนไลน์ได้แล้ว กฎมันควรจะพัฒนาตามสังคม ตามเทคโนโลยีหรือเปล่า ขอบเขตของคำว่าโฆษณาอยู่ที่ไหน คำว่าฟิลเลอร์พูดเฉยๆ ไม่ได้ ต้องมีคำว่าโปรแกรม ก็ไม่รู้ว่าคำว่าโปรแกรมทำให้ใครได้ดิบได้ดีตรงไหน หรืออะไรยังไง ไม่เข้าใจหลายอย่างด้วยซ้ำ แต่ในความไม่เข้าใจจำเป็นต้องอยู่ภายใต้กฎ แต่ถ้าสมมติว่าหมอมีความรู้ความสามารถในการพูดและอธิบายให้ประชาชนเข้าใจ แล้วหมอพูดไม่ได้ เพราะมีปลอกคอชื่อแพทยสภาสวมอยู่ที่คอตลอดเวลา สิ่งเดียวที่หมอทำได้คือออกมาจากตรงนั้น"
......
Sondhi X

