ตลาดหุ้นไทยยิ่งร้อนแรง ก็ยิ่งทำให้หุ้นการเมืองกลุ่มนายอนุทิน ชาญวีรกูล และพันธมิตร ปรับตัวขึ้นอย่างโดดเด่นโดยเฉพาะ STECON และ STPI ที่พุ่งแรงขานรับกระแสข่าวการเมืองและการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนนำหลัก
ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10:45 น. ความเคลื่อนไหวของSTECON (บริษัท สเตคอน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน))ราคาอยู่ที่ 13.10 บาท ปรับเพิ่มขึ้น +4.80% โดยมีปริมาณการซื้อขายหุ้น 41,722,640 หุ้น มูลค่าซื้อขาย 545.86 ล้านบาท ถือว่าสูงมากจากแรงซื้อหนาแน่นทำจุดสูงสุดใหม่
STPI (บริษัท เอสทีพี แอนด์ ไอ จำกัด (มหาชน))ราคาอยู่ที่ 5.60 บาท ปรับเพิ่มขึ้น +8.74%มีปริมาณการซื้อขายหุ้น 30,816,598 หุ้น มูลค่าซื้อขาย 159.13 ล้านบาท ถือว่าสูงติดอันดับหุ้นที่มีการซื้อสุทธิผ่าน NVDR
หุ้น STECON และ STPI คือตัวชี้วัดความคึกคัก (Market Sentiment) ของกลุ่มนี้ในปัจจุบัน โดยมีมูลค่าการซื้อขายรวมกันมากกว่า 700 ล้านบาทในวันเดียว
DOD (บริษัท ดีโอดี ไบโอเทค จำกัด (มหาชน))ราคาอยู่ที่ 1.82 บาท ปรับเพิ่มขึ้น +1.11%,88TH (บริษัท 88 ตองแปด จำกัด (มหาชน))มีทิศทางเป็นบวกในช่วงเช้า หลังจากเริ่มขยับตัวตั้งแต่ช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ 2569 ส่วนPTG (บริษัท พีทีจี เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน))ปรับตัวขึ้นตามกลุ่มหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการเมือง เช่นเดียวกับATLAS (บริษัท แอตลาส เอ็นเนอยี จำกัด (มหาชน)) ในเครือ PTG
นักวิเคราะห์ ระบุว่า ราคาหุ้นกลุ่มนี้พุ่งสูงขึ้นเนื่องจากความเชื่อมั่นต่อเสถียรภาพของรัฐบาลใหม่ ภายหลังผลการเลือกตั้งเบื้องต้นในปี 2569 ที่ชี้ว่าพรรคภูมิใจไทย จะเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ส่งผลบวกต่อหุ้นที่มีความเชื่อมโยงกับโครงการภาครัฐและนโยบายเศรษฐกิจของพรรค
จากการวิเคราะห์ทางเทคนิคตามความเคลื่อนไหวล่าสุดของราคาหุ้นในกลุ่มดังกล่าว (ข้อมูล ณ วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569) มีจุดรับ-ต้านที่สำคัญ คือ STECON (สัญญาณ Bullish Strong) แนวต้าน 13.50 / 14.20 บาท (หากทะลุ 13.50 บาท ซึ่งเป็น High เดิมได้ จะเข้าสู่โซนสะสมใหม่) ส่วนแนวรับ 12.60 / 12.20 บาท โดยราคายังอยู่เหนือเส้นค่าเฉลี่ยทุกเส้น Volume เข้าซัพพอร์ตการขึ้นชัดเจน หากยืนเหนือ 13 บาท ได้มั่นคง มีโอกาสทดสอบแนวต้านถัดไป
สำหรับ STPI (สัญญาณ Upward Trend) แนวต้าน 5.85 / 6.20 บาท และแนวรับ 5.35 / 5.10 บาท ราคาพุ่งแรงจนเข้าเขต Overbought ในเครื่องมือ RSI ระยะสั้นอาจมีการย่อตัวพักฐาน แต่หากไม่หลุด 5.35 บาท ยังเป็นจังหวะ Follow Buy ได้
ส่วน PTG (สัญญาณ Sideway Up) แนวต้าน 9.50 / 10.10 บาท แนวรับ 8.95 / 8.60 บาทราคากำลังทดสอบแนวต้านจิตวิทยาที่ 9.50 บาท ซึ่งเป็นจุดสูงสุดเดิมของปีก่อน หากผ่านได้จะเป็นการเปลี่ยนกรอบการเล่นไปที่ 10 บาทขึ้นไป
DOD (สัญญาณ Bottom Out) แนวต้าน 1.95 / 2.14 บาท แนวรับ 1.75 / 1.68 บาท ราคาสร้างฐานที่บริเวณ 1.70-1.80 บาท มานาน เริ่มมีแรงซื้อกลับ หากทะลุ 2 บาทได้ จะเป็นสัญญาณกลับตัวที่ชัดเจน
ATLAS & 88TH (สัญญาณ Wait and See) โดย ATLAS แนวต้าน 2.10 บาท แนวรับ 1.85 บาท ราคายังเคลื่อนไหวในกรอบแคบ สภาพคล่องต่ำ เช่นเดียวกับ 88TH แนวต้าน 5.60 บาท แนวรับ 4.90 บาท และระวังแรงเทขายหากราคาหลุด 5 บาท
สรุปหุ้นเด่นในกลุ่มนี้ คือ STECON และ STPI เนื่องจากมี Volume และ Momentum ชัดเจนที่สุดในกลุ่ม แต่มีข้อควรระวังการ “Sell on Fact” หากมีการประกาศรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) อย่างเป็นทางการ เพราะราคาหุ้นมักวิ่งรับข่าวไปก่อนล่วงหน้าแล้ว
หากเปรียบเทียบในรอบหนึ่งปี ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2569 เทียบกับช่วงเดียวกันของปี 2568 จะเห็นการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหุ้นกลุ่มรับเหมาก่อสร้างและพลังงานที่ได้รับอานิสงส์จากความเชื่อมั่นทางการเมือง โดย STECON ราคา ณ ก.พ. 2568 ประมาณ 3.38 - 3.44 บาท ส่วนราคาล่าสุด (26 ก.พ. 2569) อยู่ที่ 13.10 บาท เพิ่มขึ้น +280% ขึ้นไป
STPI ราคา ณ ก.พ. 2568 ประมาณ 2.24 - 3.18 บาท ราคาล่าสุด (26 ก.พ. 2569) อยู่ที่ 5.60 บาท เพิ่มขึ้น +76% ถึง +150%
PTG ราคา ณ ก.พ. 2568 ประมาณ 5.45 - 8.85 บาท ราคาล่าสุด (26 ก.พ. 2569) อยู่ที่ 9.20 บาท เพิ่มขึ้น +4% ถึง +68%
DOD ราคา ณ ก.พ. 2568 ประมาณ 1.11 - 1.80 บาท ราคาล่าสุด (26 ก.พ. 2569) อยู่ที่ 1.81 บาท ทรงตัวถึง +63%
หากคิดผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี STECON เป็นหุ้นที่โดดเด่นที่สุดในกลุ่ม โดยราคาพุ่งขึ้นจากระดับประมาณ 3.44 บาท ในช่วงปีที่ผ่านมา มาแตะระดับสูงสุดที่ 13.40 บาท ในรอบ 52 สัปดาห์ คิดเป็นผลตอบแทนย้อนหลัง 1 ปี สูงถึง 165.46% ถึง 280% ขึ้นอยู่กับจุดเข้าซื้อ
ขณะที่ STPI มีทิศทางขาขึ้นที่ชัดเจน โดยราคาย้อนหลัง 1 ปีปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 57.43% ถึง 91.18% จากระดับต่ำสุดที่ 2.24 บาท ขึ้นมาเคลื่อนไหวเหนือ 5 บาทในปัจจุบัน
ส่วน PTG ราคาหุ้นมีการฟื้นตัวอย่างต่อเนื่อง โดยทำจุดสูงสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 9.50 บาท เพิ่มขึ้นจากระดับต่ำสุดในช่วงปีก่อนที่ 5.45 บาท และ DOD แม้ราคาจะดูทรงตัวที่ระดับ 1.81 บาท แต่หากเทียบกับจุดต่ำสุดในรอบ 52 สัปดาห์ที่ 1.11 บาท ถือว่ามีการปรับตัวขึ้นมาแล้วกว่า 63%
มาดูกันสักหน่อยว่าผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทในกลุ่มนี้ ณ เดือนกุมภาพันธ์ 2569 มีความเชื่อมโยงอย่างชัดเจนกับตระกูลชาญวีรกูล และพันธมิตรทางธุรกิจ อย่างไร
1. STECON (บมจ. สเตคอน กรุ๊ป) มีบริษัท ซี.ที. เวนเจอร์ จำกัด (19.33%) ถือหุ้นเป็นอันดับ 1 ซึ่งบริษัทนี้มีทายาทของนายอนุทิน ชาญวีรกูล (นายเศรณี และ น.ส.นัยน์ภัค) เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ ส่วนผู้ถือหุ้นอันดับ 2 คือ UBS AG Singapore Branch (10.59%) และตระกูลชาญวีรกูล (รวม 23.6%) ถือหุ้นรวมกันผ่านบุคคลและนิติบุคคลต่างๆ
2. STPI (บมจ. เอสทีพี แอนด์ ไอ) มี บลจ. เกียรตินาคินภัทร (9.84%) รับโอนหุ้นจากนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพื่อการจัดการทรัพย์สินของรัฐมนตรี, น.ส. ภราไดย สืบมา (8.65%) ผู้ถือหุ้นอันดับ 2 และบริษัท เบสท์ ควอลิตี้ สกิลส์ จำกัด (4.52%) เป็นกลุ่มผู้ถือหุ้นรายใหญ่
3. PTG (บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี) มี บริษัท รัชกิจ โฮลดิ้ง จำกัด (25.12%) ซึ่งกลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ของตระกูลวชิรศักดิ์พานิช, นายพงษ์ศักดิ์ วชิรศักดิ์พานิช (6.01%) ผู้ถือหุ้นอันดับ 2 และนางจารุณี ชินวงศ์วรกุล (5.89%) หนึ่งในพันธมิตรทางธุรกิจที่สำคัญ
4. ATLAS (บมจ. แอตลาส เอ็นเนอยี) มี บมจ. พีทีจี เอ็นเนอยี (70.50%) เป็นบริษัทแม่ที่ถือหุ้นใหญ่ที่สุด และนางจารุณี ชินวงศ์วรกุล (1.42%) ถือหุ้นในสัดส่วนรองลงมา
5. DOD (บมจ. ดีโอดี ไบโอเทค) ผู้ถือหุ้นใหญ่มีการเปลี่ยนแปลงตามโครงสร้างธุรกิจล่าสุด แต่ยังคงเป็นกลุ่มที่มีความสัมพันธ์กับเครือข่ายธุรกิจในกลุ่มภูมิใจไทย และ 6. 88TH (บมจ. 88ตองแปด) รายชื่อผู้ถือหุ้นมักมีการเปลี่ยนแปลงในช่วงที่มีการเก็งกำไรสูงตามกระแสการเมือง
มีข้อสังเกตว่าโครงสร้างการถือหุ้นของ STECON และ STPI สะท้อนถึงการจัดการทรัพย์สินของนักการเมืองตามกฎหมาย โดยมีการโอนหุ้นไปยังบริษัทจัดการสินทรัพย์ (Blind Trust) หรือให้ทายาทเป็นผู้ถือหุ้นแทนในช่วงที่ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
สำหรับผลประกอบการล่าสุดของกลุ่มหุ้นดังกล่าว มีดังนี้
STECON คาดการณ์รายได้ 2568 อยู่ที่ประมาณ 33,264 ล้านบาท เติบโตขึ้นจากปีก่อนหน้า โดยไตรมาส 3/2568 ทำรายได้ไป 7,536 ล้านบาท กำไรสุทธิ (2568) คาดการณ์อยู่ที่ 1,291 ล้านบาท ฟื้นตัวอย่างโดดเด่นจากปี 2567 ที่ติดลบ จุดเด่นมี Backlog แข็งแกร่งกว่า 1 แสนล้านบาท รองรับรายได้ไปอีก 3 ปี โดยได้อานิสงส์จากโครงการรถไฟฟ้าสายสีส้มและโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาด
STPI ในปี 2567 มีรายได้จากการดำเนินงาน 2,507 ล้านบาท โดยไตรมาส 3/2568 ทำรายได้ไป 865 ล้านบาท สินทรัพย์รวม ณ สิ้นปี 2567 อยู่ที่ 15,614 ล้านบาท มีอัตราส่วน P/E ล่าสุด (ก.พ. 2569) อยู่ที่ประมาณ 22.92 เท่า
PTG รายได้ช่วง 6 เดือนแรกของปี 2568 ทำรายได้ไปสูงถึง 114,169 ล้านบาท กำไรสุทธิ (2568) ครึ่งปีแรกทำกำไรได้ 502 ล้านบาท และนักวิเคราะห์คาดการณ์กำไรทั้งปี 2569 จะเติบโตต่อเนื่องไปแตะระดับ 1,800 ล้านบาท จุดเด่นอยู่ที่การเติบโตของธุรกิจ Non-Oil โดยเฉพาะกาแฟพันธุ์ไทยที่ทำรายได้เพิ่มขึ้นกว่าเท่าตัว
ATLAS เป็นบริษัทลูกของ PTG ที่เตรียมจดทะเบียนเข้าตลาดหลักทรัพย์ (IPO) ในกลุ่ม LPG ถูกจัดเป็น Growth Stock มีแนวโน้มกำไรเติบโตแข็งแกร่งจากยอดขาย LPG ทั้งในกลุ่มยานยนต์และครัวเรือน
DOD กำไรสุทธิ (2568) งวด 9 เดือนแรก (สิ้นสุด ก.ย. 2568) มีกำไรสุทธิ 46.81 ล้านบาท โดยมีอัตรากำไรสุทธิอยู่ที่ 10.56% ทั้งนี้ กำไรไตรมาส 2/2568 เติบโตถึง 105.6% หลังปรับโครงสร้างธุรกิจและได้แรงหนุนจากยอดสั่งซื้อผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่เพิ่มขึ้น
หากตามส่อง Backlog ที่แข็งแกร่งของ STECON มีโครงการสำคัญที่กำลังดำเนินการและเป็นไฮไลท์ ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าและระบบขนส่ง รถไฟฟ้าสายสีส้ม (ตะวันตก) ช่วงบางขุนนนท์ – ศูนย์วัฒนธรรมฯ ซึ่งมีความคืบหน้างานโยธาภาพรวมประมาณ 22.61% (ณ สิ้นมกราคม 2569), รถไฟฟ้าสายสีม่วงใต้ ช่วงเตาปูน - ราษฎร์บูรณะ ที่ยังอยู่ระหว่างดำเนินการก่อสร้างอย่างต่อเนื่อง และส่วนต่อขยายสายสีชมพู ช่วงสถานีศรีรัช – เมืองทองธานี (2 สถานี)
โครงการเมืองการบินและอู่ตะเภา (Airport & Infrastructure) เป็นบิ๊กโปรเจกต์มูลค่าสูง ซึ่งล่าสุดในเดือน กุมภาพันธ์ 2569 มีความชัดเจนเรื่องการออกหนังสือให้เริ่มงาน (NTP) เพื่อเริ่มเดินหน้างานก่อสร้างอย่างเป็นทางการ
มอเตอร์เวย์ M7 ส่วนต่อขยายเชื่อมต่อสนามบินอู่ตะเภา ซึ่ง STECON เป็นผู้ชนะการประมูล
โครงการก่อสร้าง Data Center (New Business) ให้ Google โดย STECON คว้างานก่อสร้างโครงการ CHIN-1A และ CHIN-2A มูลค่ารวมกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท มีกำหนดก่อสร้างตั้งแต่ เมษายน 2568 ถึง กรกฎาคม 2570
ส่วนโครงการอื่น ๆ ใน Backlog เช่น โรงไฟฟ้าและพลังงาน เช่น งานก่อสร้างโรงไฟฟ้าปลวกแดง (Gulf GPD) และความร่วมมือกับ B.Grimm ในโครงการพลังงานสะอาด และงานภาคเอกชน เช่น โครงการคอนโดมิเนียม Nue Epic Asok–Rama 9 มูลค่ากว่า 4.4 พันล้านบาท อีกทั้งยังมีงานทางหลวง มอเตอร์เวย์สายบางปะอิน-นครราชสีมา
ปัจจุบัน STECON กำลังปรับสัดส่วนรายได้จากงานรับเหมาฯ ที่มีอยู่เดิมไปสู่ธุรกิจที่สร้างรายได้ประจำ เช่น โรงไฟฟ้า, ดาต้า เซ็นเตอร์ และการบริหารโครงการสัมปทาน เพื่อเป้าหมายรายได้ 4.5 หมื่นล้านบาทในปี 2573
ที่น่าจับตาต่อจากนี้เป็นอย่างยิ่งก็คือ เมื่อพรรคภูมิใจไทย เป็นแกนจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสรรพ โอกาสที่ STECON จะคว้าโครงการลงทุนของรัฐก็มีอยู่สูงเป็นเงาตามตัว
ทั้งนี้ คณะรัฐมนตรีได้เห็นชอบกรอบงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน 3.945 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2568 ถึง 1.9 แสนล้านบาท (+5.1%) ตั้งงบลงทุนไว้กว่า 9.08 แสนล้านบาท คิดเป็น 23% ของงบทั้งหมด โดยเน้นหนักไปที่การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านคมนาคมและระบบน้ำ
สำหรับโครงการลงทุนของรัฐที่เป็นไฮไลท์ ประกอบด้วย โครงการแลนด์บริดจ์ เป็นโครงการเรือธงที่มีมูลค่าการลงทุนรวมกว่า 9 แสนล้านบาท โดยรัฐบาลตั้งเป้าจะเริ่มกระบวนการคัดเลือกเอกชนร่วมลงทุนให้เสร็จสิ้นภายในไตรมาส 2 ปี 2569
โครงการรถไฟฟ้าสายสีแดงส่วนต่อขยายช่วงรังสิต-ม.ธรรมศาสตร์ และ ศิริราช-ตลิ่งชัน
โครงการมอเตอร์เวย์และทางด่วน มีการคาดการณ์ว่ากรมทางหลวง จะเข็นเมกะโปรเจกต์มอเตอร์เวย์ ออกประมูลต่อเนื่องตลอดทั้งปี 2569 โดย STECON ถูกมองว่าเป็นตัวเต็งในงานกลุ่มนี้
โครงการเมืองการบินอู่ตะเภา หลังจากออก NTP (Notice to Proceed) ในช่วงต้นปี 2569 งานก่อสร้างหลักจะเริ่มเดินหน้าอย่างเต็มตัว ซึ่งจะเป็นส่วนสำคัญในการรับรู้รายได้ของกลุ่มบริษัท
เมื่อตลาดหุ้นเขียวสดใส นักวิเคราะห์หลายสำนักปรับเพิ่มเป้าหมาย SET Index ไปที่ระดับ 1,500 - 1,600 จุด โดยเน้นย้ำว่าหุ้นกลุ่มที่เกี่ยวโยงกับนโยบายรัฐบาลจะเป็นกลุ่มที่นำตลาดในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 นั่นหมายถึงพลังบวกของหุ้นการเมืองกลุ่ม “เสี่ยหนู” และพันธมิตร ซึ่งอาจถึงกับต้องร่ำร้อง “....รวยไม่ไหวแล้ว ....”

