พรรคประชาชนเปิดหลักฐานเด็ด อ้างเอกสารผู้ร่างรัฐธรรมนูญ ชี้บาร์โค้ดบัตรเลือกตั้งตรวจสอบย้อนหลังได้ ถือว่าไม่เป็นความลับ ขัดเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญอย่างชัดเจน จ่อร้องให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะ
ภายหลังคณะกรรมการการ (กกต.) ได้ส่งเอกสารชี้แจงต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีการพิมพ์บาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้งเมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา จากนี้ต้องไปจับตาที่ความเคลื่อนไหวของผู้ตรวจการแผ่นดินจะพิจารณาส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญชี้ขาดหรือไม่ต่อไป ซึ่งผู้ตรวจการแผ่นดินจะมีกรอบเวลาในการทำงานไม่เกิน 60 วัน
อีกด้านหนึ่ง นายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้าพรรคประชาชน ว่าที่สส. บัญชีรายชื่อ โพสต์เฟซบุ๊ก โดยอ้างเอกสารความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 ซึ่งจัดทำโดยคณะกรรมการยกร่างรัฐธรรมนูญ ตอนหนึ่งว่า “มันจบแล้วครับ กกต. ก่อนหน้านี้ ปรากฏผู้คนมากมายพยายามตีความความหมายของคำว่า “ลับ” ตามรัฐธรรมนูญฯ อย่างหลากหลาย โดยประเด็นสำคัญนั้นอยู่ที่ว่า หลักของความลับในการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งนั้นจะต้องลับทั้งในขณะลงคะแนนเสียงและหลังจากลงคะแนนเสียงตลอดไปหรือไม่ หรือหมายความแค่เพียงในขณะที่ลงคะแนนเสียงเท่านั้น
ทว่า รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเพิ่งจะถูกยกร่างและประกาศใช้เมื่อ พ.ศ. 2560 นี้เอง ดังนั้น พยานหลักฐานที่บันทึกถึงเจตนารมณ์ของผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญจึงยังคงอยู่และหนักแน่นอย่างยิ่ง ได้ปรากฏ “ความมุ่งหมายและคำอธิบายประกอบรายมาตราของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560“ โดย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร หน้าที่ 140 ถึง 141 ซึ่งได้อธิบายคำว่า “การออกเสียงลงคะแนนโดยลับ” มีความหมายว่า การลงคะแนนของผู้มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน จะต้องกระทำในลักษณะที่ “บุคคลอื่นไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้” ว่าผู้มีสิทธิออกเสียงได้ลงคะแนนเสียงอย่างไรหรือออกเสียงลงคะแนนให้ผู้สมัครคนใด
ดังนั้น คำว่า “บุคคลอื่น” ย่อมหมายถึง บุคคลใดๆ ซึ่งมิใช่ผู้ออกเสียงลงคะแนนทั้งสิ้น ดังนั้น กกต.เองย่อมเป็น “บุคคลอื่น” ตามนัยแห่งเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญฉบับนี้เช่นกัน คำว่า “ไม่อาจทราบหรือตรวจสอบได้” ย่อมหมายถึง ความลับของการลงคะแนนเสียงนั้นจะต้องดำรงอยู่ทั้งขณะที่กำลังออกเสียงลงคะแนนและคงอยู่ภายหลังจากนั้น “ตลอดไป” และจะต้องไม่มีวิธีการใดที่จะ “ตรวจสอบได้” เช่นนี้ การที่ปรากฏรหัสแท่ง (Barcode) ในบัตรลงคะแนนเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ (บัตรสีชมพู) ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงว่า สามารถตรวจสอบได้ว่าผู้ลงคะแนนเสียงคนใดได้ลงคะแนนเสียงว่าอย่างไร จึงมิใช่การลงคะแนนเสียงโดยลับตามนัยและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560

