xs
xsm
sm
md
lg

ทำไมสงครามแรงแต่ทองร่วง? "ปานเทพ" กะเทาะเปลือก 4 เหตุผลทำราคาทองคำดิ่งสวนทางวิกฤต

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ทองคำดิ่งเหว! เปิดตลาดเช้านี้ร่วงหนัก 1,550 บาท สวนทางสถานการณ์สงครามตะวันออกกลางที่ยังเดือด หลังราคาโลกหลุด 5,100 เหรียญ ด้าน ‘ปานเทพ’ กาง 4 เหตุผลทำไมวิกฤตโลกครั้งนี้ทองถึงขาลง พร้อมเตือนนักลงทุนจับตาแนวรับสำคัญ 5,000 เหรียญ หากหลุดอาจมีเทขายซ้ำ

จากกรณี วันนี้ 4 มี.ค. เว็บไซต์สมาคมค้าทองคำ ประกาศครั้งที่ 1 (เปิดตลาด) ปรับตัวลงหนัก 1,550 บาท เมื่อเทียบกับประกาศราคาซื้อครั้งสุดท้ายเมื่อวาน (3 มี.ค.69) ที่ระหว่างวันมีการประกาศราคาทองทั้งหมด 58 ครั้ง รวมราคาปรับตัวลงแรง 1,000 บาท ราคาซื้อขายทองคำในประเทศชนิด 96.5% ประกาศครั้งที่ 1 (4 มี.ค.69)

-ทองรูปพรรณ ขายออกบาทละ 78,500

-ฐานภาษีบาทละ 75,951.60

-ทองแท่ง ขายออกบาทละ 77,700

-รับซื้อบาทละ 77,500

อย่างไรก็ตาม ในวันเดียวกันนี้ ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ คณบดี วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต ได้ออกมาโพสต์ข้อความในประเด็น ทำไมเกิดสงครามแล้วเกิดราคาทองคำขาลง โดยเจ้าตัวได้ระบุข้อความว่า

"เมื่อคืนที่ผ่านมาราคาทองคำร่วงลงต่ำกว่า 5,100 เหรียญ/ออนซ์ โดยสรุปเงินดอลลาร์สหรัฐแข็งค่าขึ้น เกิดแรงเทขายทำกำไร โดยเฉพาะข่าวเดือนมกราคม 2569 ความต้องการทองคำจากธนาคารกลางลดลงถึง 82% เมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยรายเดือนของปี 2568 โดยมีการซื้อสุทธิเพียง 5 ตัน

ผู้ซื้อ: อุซเบกิสถานซื้อมากที่สุด (9 ตัน) ตามด้วยมาเลเซีย (3 ตัน ซึ่งเป็นการซื้อครั้งแรกตั้งแต่ปี 2018) อินโดนีเซีย สาธารณรัฐ
เช็ก จีน และเซอร์เบีย

ผู้ขาย: รัสเซียขายสุทธิ 9 ตัน และบัลแกเรียขาย 2 ตัน (เพื่อเตรียมเข้าสู่โซนยูโร)

จุดที่น่าสนใจ: ธนาคารกลางเกาหลีใต้เริ่มหันมาลงทุนในกองทุน Gold ETFs ต่างประเทศแทนการถือครองทองคำแท่งโดยตรงเป็นครั้งแรก เนื่องจากสภาพคล่องสูงและซื้อขายง่ายกว่า สิ่งที่มองข้ามไม่ได้คือนักลงทุนในประเทศที่ได้รับผลกระทบของสงครามอาจเทขายทำกำไรทรัพย์สินหลายชนิดเพื่อสภาพคล่องทางการเงินเพื่อ “การอพยพ” รวมถึง “ทองคำ” ส่งผลทำให้เงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นด้วย

แรงขับเคลื่อน: ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล-อิหร่าน ที่ทวีความรุนแรงขึ้น ทำให้นักลงทุนแห่เข้าหา "สินทรัพย์ปลอดภัย" (Safe Haven) โดยหันมาลงทุนในกองทุน Gold ETFs ต่างประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยกองทุนทองคำทั่วโลกมีเงินไหลเข้ากว่า 6,200 ล้านดอลลาร์ในสัปดาห์เดียว และตั้งแต่ต้นปี 2568 มีเงินไหลเข้าสะสมสูงถึง 1.48 แสนล้านดอลลาร์ (คาดว่าจะทำลายสถิติปี 2568

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญ: นักวิเคราะห์แนะนำให้ทยอยเพิ่มสัดส่วนทองคำในพอร์ตการลงทุนอยู่ที่ 10-15% เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากเงินเฟ้อและหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ ที่พุ่งสูงถึง 38 ล้านล้านดอลลาร์ สรุปด้านข่าวสาร

1. ความผันผวนในระยะสั้น: แม้จะมีแรงซื้อจากความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ (สงครามอิหร่าน) แต่ราคาทองคำถูกสกัดขาขึ้นด้วย ดอลลาร์ที่แข็งค่า ทำให้ราคาปรับฐานลงแรงในระยะสั้น

2. การเปลี่ยนรูปแบบการถือครอง: เราเห็นแนวโน้มที่ชัดเจนว่าทั้งนักลงทุนรายย่อยและธนาคารกลาง (เช่น เกาหลีใต้) เริ่มเปลี่ยนจากการถือทองคำแท่งไปสู่ Gold ETFs มากขึ้นเพื่อความสะดวกในการจัดการ

3. ปัจจัยหนุนระยะยาว: ปัญหาหนี้สาธารณะของสหรัฐฯ และความไม่แน่นอนในตะวันออกกลางยังคงเป็น "ฐาน" ที่สำคัญที่ทำให้ราคาทองคำในปี 2569 ยังอยู่ในระดับที่สูงมาก (เหนือ 5,000 เหรียญ/ออนซ์) เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านๆ มา

4. ข้อควรระวัง: แม้ทองคำจะเป็นสินทรัพย์ที่ดีในช่วงวิกฤต แต่นักวิเคราะห์เตือนว่าการพุ่งขึ้นกว่า 18% ในช่วงต้นปี 2569 อาจนำไปสู่การปรับฐานได้ตลอดเวลาหากสถานการณ์ตึงเครียดเริ่มคลี่คลาย หรือเศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับมาแข็งแกร่งเกินคาดครับ
มุมมองเชิงเทคนิค: แม้ราคาจะร่วงลง แต่ภาพรวมยังมีปัจจัยความเสี่ยงจากสงครามอิหร่านคอยพยุงไว้
โดยมีแนวรับสำคัญอยู่ที่ 5,000 เหรียญ/ออนซ์และแนวต้านถัดไปที่ 5,200 - 5,250 เหรียญ/ออนซ์
สรุปภาพรวมทางเทคนิค (Technical Summary)

ปัจจุบันราคาทองคำอยู่ในสภาวะ "ผันผวนสูง" โดยมีการปรับฐานลงแรง (Correction) หลังจากพุ่งแตะระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์เหนือ 5,500 เหรียญ/ออนซ์ในช่วงก่อนหน้า ปัจจุบันราคาวิ่งอยู่ในกรอบประมาณ 5,080 - 5,140 เหรียญ/ออนซ์ โดยมีปัจจัยทางเทคนิคที่สำคัญดังนี้

แนวรับและแนวต้านที่สำคัญ (Support & Resistance)

นักลงทุนควรจับตาดูระดับราคาเหล่านี้อย่างใกล้ชิด:

แนวต้าน (Resistance):
• 5,200 - 5,250 เหรียญ/ออนซ์: ด่านแรกที่ต้องผ่านเพื่อกลับไปทดสอบขาขึ้น
• 5,400 เหรียญ/ออนซ์: จุด High เดิมของสัปดาห์ หากผ่านได้จะยืนยันการจบการปรับฐาน
• 5,560 เหรียญ/ออนซ์: เป้าหมายถัดไปตามรูปแบบ Ascending Channel

แนวรับ (Support):
• 5,095 - 5,100 เหรียญ/ออนซ์: แนวรับทางจิตวิทยาที่สำคัญมากในปัจจุบัน
• 5,000 เหรียญ/ออนซ์: แนวรับหลักสุดท้าย หากหลุดระดับนี้อาจเปลี่ยนแนวโน้มเป็นขาลงระยะกลาง
• 4,850 เหรียญ/ออนซ์ : เป้าหมายหากเกิดการเทขายรุนแรง (Panic Sell)

วิเคราะห์รูปแบบราคา (Chart Patterns)

1. Bearish Flag: ในกราฟราย 4 ชั่วโมง (H4) เริ่มเห็นการฟอร์มตัวของธงขาลง (Bearish Flag) ซึ่งเตือนว่าหากราคาไม่สามารถยืนเหนือ 5,100 เหรียญ/ออนซ์ได้ อาจมีการทิ้งตัวลงไปทดสอบระดับ 4,900-5,000 เหรียญ/ออนซ์อีกครั้ง

2. Shooting Star: มีการปรากฏของแท่งเทียนกลับตัว (Reversal Pattern) ที่จุดสูงสุดเดิมแถว 5,400 เหรียญ/ออนซ์ ซึ่งเป็นสาเหตุของการร่วงลงอย่างรุนแรงในช่วง 24 ชั่วโมงที่ผ่านมา

กลยุทธ์การลงทุน (Trading Strategy) รอและเฝ้าดู "Wait and See" หรือ ทยอยซื้อเก็บ"Buy on Dip"ดังนี้
สายเก็งกำไร: แนะนำให้รอดูการสร้างฐานที่แนวรับ 5,095 เหรียญ/ออนซ์หากเริ่มมีแท่งเทียน Rejection (ไส้เทียนยาวด้านล่าง) สามารถเสี่ยงซื้อเพื่อเป้าหมายสั้นๆ ที่ 5,200 เหรียญ/ออนซ์ โดยวางตัดขาดทุน Stop Loss ไว้ที่ 5,050 เหรียญ/ออนซ์
สายถือยาว: การย่อตัวลงมาใกล้ 5,000 เหรียญ/ออนซ์ ประมาณบาทละ 74,750 บาท หรือต่ำกว่านั้นถือเป็นโอกาสในการสะสมเพิ่ม เนื่องจากปัจจัยพื้นฐาน (สงครามอิหร่านและหนี้สหรัฐฯ) ยังคงสนับสนุนทองคำในระยะยาวถึงสิ้นปี 2569

3. Volatility (ATR): ค่าความผันผวนพุ่งสูงขึ้นเนื่องจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลาง ทำให้การตั้ง Stop Loss ต้องกว้างกว่าปกติ"