เอกอัครราชทูตอิหร่านระบุ จำเป็นต้องปิดช่องแคบฮอร์มุช สกัดกั้นการส่งออกน้ำมันและก๊าซเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง พร้อมยอมรับว่าทุกคนยากลำยากจากสงคราม แต่อิหร่านจำเป็นต้องปกป้องตัวเอง
นายนอเศเรดดีน ฮัยแดรี (Nassereddin Heidari) เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน ประจำประเทศไทย ตอบคำถามผู้สื่อข่าวในระหว่างการแถลงข่าวเมื่อวันที่ 4 มี.ค.โดยพูดถึงคำประกาศของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) ที่ห้ามเรือทุกลำผ่านช่องแคบฮอร์มุช ซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการส่งออกพลังงานจากกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับไปทั่วโลกในสัดส่วนถึง 20% และจะส่งผลให้ราคาน้ำมันและก๊าซธรรมชาติแพงขึ้น
ทูตอิหร่านกล่าวว่า อิหร่านกำลังเผชิญกับการคุกคาม จึงจำเป็นต้องใช้ศักยภาพของตนเพื่อสร้างอำนาจต่อรอง โดยที่ผ่านมาอิหร่านได้ช่วยพิทักษ์ความปลอดภัยในเส้นทางขนส่งพลังงานที่สำคัญมาตลอด แต่ตอนนี้ อิหร่านเป็นเหยื่อของความก้าวร้าว ขณะนี้ทั่วทั้งพื้นที่อยู่ในภาวะสงคราม และเราจำเป็นต้องปกป้องตัวเอง
ทูตอิหร่านระบุว่า นับตั้งแต่เหตุการณ์ปฏิวัติอิสลาม อิหร่านไม่ประสงค์ที่จะคุกคามชาติตะวันตก แต่ว่าขณะนี้อิหร่านได้ตกเป็นเป้าหมายของการคุกคาม โดยการปิดช่องแคบฮอร์มุชเป็นยุทธศาสตร์ที่ตัดสินใจโดยผู้นำระดับสูงของอิหร่าน
ต่อคำถามที่ว่าการตอบโต้ของอิหร่านจะมีไปถึงเมื่อไหร่ และอิหร่านมีเป้าหมายที่จะจบสถานการณ์นี้อย่างไร
นายฮัยแดรี เอกอัครราชทูตอิหร่าน ตอบว่า การยุติสงครามไม่ได้ขึ้นอยู่กับอิหร่าน เพราะอิหร่านเป็นชาติที่ถูกรุกราน เราไม่มีทางเลือกอื่น ต้องปกป้องตัวเอง สหรัฐฯและอิสราเอลซึ่งเป็นผู้เริ่มต้น ต้องเป็นผู้ยุติ
การตอบโต้ของอิหร่านในครั้งนี้ยังแตกต่างจากความขัดแย้งในครั้งก่อน ๆ เมื่ออิหร่านได้โจมตีตอบโต้ไปยังรัฐเพื่อนบ้าน และหลายพื้นที่เป็นพื้นที่พลเรือน เช่น สนามบิน โรงแรม โรงกลั่นน้ำมัน
ทูตอิหร่านประจำประเทศไทยระบุว่า อิหร่านมีเพื่อนบ้าน 15 ชาติ เกือบทุกชาติเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ แต่อิหร่านไม่เคยโจมตีเป้าหมายพลเรือน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่า เหตุการณ์บางอย่างอาจเป็นการสร้างสถานการณ์ของอิสราเอลเพื่อให้ร้ายอิหร่าน
เหมือนที่เคยทำมาตลอด.

