xs
xsm
sm
md
lg

ดรามา! "คำนำหน้า" สาวไทยห่วงกระทบการรักษาการแพทย์ หากแยกไม่ออก "หญิงโดยกำเนิด-สาวสอง"

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



กลายเป็นประเด็นร้อนเมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊กสาวโพสต์ตั้งคำถามถึงการใช้คำนำหน้า "นางสาว" ของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ ชี้ไม่ได้หวงสิทธิแต่ห่วงเรื่อง "เคสฉุกเฉิน" ทางการแพทย์ที่อาจเกิดความสับสน ขณะที่คอมเมนต์แตกสองฝ่าย ทั้งเห็นด้วยเรื่องความปลอดภัยและมองว่าเป็นเรื่องของมารยาททางสังคม

วันนี้ (6 มี.ค.) จากประเด็นการผลักดันกฎหมายเปลี่ยนคำนำหน้านามให้ตรงกับเพศสภาพ ล่าสุดได้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ หลังจากมีผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ Netima Khunmueang ออกมาโพสต์แสดงความคิดเห็นในฐานะ "ผู้หญิงโดยกำเนิด" โดยระบุว่าตนเองชื่นชมนางงามสาวประเภทสองท่านหนึ่งมาตลอด แต่ติดใจในประเด็นการสัมภาษณ์ที่กล่าวถึงการใช้คำนำหน้า "นางสาว"

โดยเจ้าของโพสต์ยกตัวอย่างสถานการณ์ฉุกเฉิน เช่น กรณีอุบัติเหตุรถชนหรือมีอาการปวดท้องรุนแรงจนหมดสติ หากรูปลักษณ์ภายนอกเป็นผู้หญิงและใช้คำนำหน้าว่า "นางสาว" เหมือนกันหมด อาจทำให้บุคลากรทางการแพทย์เกิดความสับสนในการวินิจฉัยโรค โดยเฉพาะโรคที่เกี่ยวข้องกับระบบสืบพันธุ์หรือมดลูก ซึ่งอาจส่งผลต่อการรักษาที่ล่าช้าในนาทีชีวิต พร้อมย้ำว่า "ไม่ได้หวงสิทธิ แต่อยากให้มีเครื่องหมายที่ระบุได้ชัดเจนเพื่อความสะดวกในการช่วยเหลือ"

ทั้งนี้ ชาวเน็ตคอมเมนต์เดือด แบ่งรับแบ่งสู้
หลังจากโพสต์ดังกล่าวถูกเผยแพร่ออกไป มีผู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นจำนวนมาก โดยสามารถแบ่งออกเป็นหลายมุมมอง ฝ่ายสนับสนุนความปลอดภัย เห็นด้วยว่าในทางสรีระและโครโมโซมมีความแตกต่างกันจริง หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ข้อมูลในบัตรประชาชนควรสะท้อนความจริงทางกายภาพเพื่อประโยชน์ของตัวผู้ป่วยเอง และฝ่ายที่มองเรื่องการวางตัว บางส่วนระบุว่า การยอมรับในสังคมไม่ได้ขึ้นอยู่กับคำนำหน้า แต่อยู่ที่การวางตัวและกิริยามารยาท หากเป็นคนดีสังคมย่อมให้การยอมรับโดยไม่ต้องพึ่งพิงตัวอักษรกั้นหน้าชื่อ แถมฝ่ายที่ตั้งข้อสังเกตเรื่องความเท่าเทียม มีความเห็นระบุว่าลึกๆ แล้วกลุ่มที่เรียกร้องอาจต้องการ "การยอมรับแบบแยกไม่ออก" (Passing) เพื่อความสะดวกในการใช้ชีวิตและการเดินทาง ซึ่งอาจนำไปสู่ปัญหาด้านการพิสูจน์ตัวตนในอนาคต

"เราไม่ได้หวง แค่เป็นห่วงบุคลากรทางการแพทย์ที่ปัจจุบันภาระล้นมืออยู่แล้ว ควรค่อยๆ ผลักดันเพื่อหาทางออกร่วมกันไม่ให้กระทบกับฝ่ายใดจะดีกว่า" ข้อความส่วนหนึ่งจากโพสต์ต้นทาง

อย่างไรก็ตาม ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นถึงความท้าทายในการขับเคลื่อนกฎหมายสมรสเท่าเทียมและอัตลักษณ์ทางเพศในประเทศไทย ที่ยังคงต้องหาจุดสมดุลระหว่าง "สิทธิส่วนบุคคล" และ "ความชัดเจนทางระบบฐานข้อมูลรัฐ" ต่อไป