xs
xsm
sm
md
lg

ศาลอาญาสั่งจำคุก 4 ปี เจ้าหน้าที่รัฐ ครอบครอง–เผยแพร่สื่อลามกเด็กกว่า 2.5 แสนไฟล์

เผยแพร่:   ปรับปรุง:


(แฟ้มภาพ)
"ก.ยุติธรรม-ดีเอสไอ" เดินหน้าปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เอาผิดขบวนการสื่อลามกเด็กออนไลน์ หลังมีเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวข้องเครือข่ายข้ามชาติ

วันนี้ (10 มี.ค.) พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยกรณีศาลอาญามีคำพิพากษาในวันนี้ (10 มี.ค.) ลงโทษเจ้าหน้าที่รัฐรายหนึ่งในความผิดฐานครอบครองและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กผ่านระบบออนไลน์ ซึ่งเป็นคดีในความรับผิดชอบของกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) โดยย้ำว่า กระทรวงยุติธรรมให้ความสำคัญอย่างยิ่งต่อการปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยี โดยเฉพาะอาชญากรรมที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาประโยชน์ทางเพศจากเด็ก พร้อมกำชับให้กรมสอบสวนคดีพิเศษ ดำเนินการสืบสวนปราบปรามอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อปกป้องเด็กและเยาวชนจากเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติ

ด้าน พ.ต.ต.ยุทธนา แพรดำ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เปิดเผยว่า คดีดังกล่าวเป็นผลจากการสืบสวนขยายผลของกรมสอบสวนคดีพิเศษ ร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายในต่างประเทศหลายหน่วยงาน ซึ่งมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารอย่างใกล้ชิด จนนำไปสู่การตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหา พร้อมตรวจยึดอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่พบสื่อลามกอนาจารเด็กจำนวนมากในระบบ

(แฟ้มภาพ)
สรุปผลคำพิพากษา วันที่ 10 มี.ค.69 คดีพนักงานอัยการ สำนักงานคดีพิเศษ เป็นโจทก์ยื่นฟ้อง ส.ต.ท. เจษฎา (สงวนนามสกุล) เจ้าหน้าที่ตำรวจในขณะนั้น ในความผิดเกี่ยวกับการครอบครอง ผลิต นำเข้า ส่งออก เผยแพร่ หรือส่งต่อสื่อลามกอนาจารเด็กเพื่อแสวงหาประโยชน์ทางเพศ และความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ศาลอาญามีคำพิพากษา ลงโทษจำเลย ข้อหาครอบครองและเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็ก ตามมาตรา 287/1 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ.2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มาตรา 14 (4)(5) รวมจำคุกเป็นเวลา 4 ปี ปรับเป็นเงิน 120,000 บาท จำเลยให้การรับสารภาพ และได้ชดใช้เงินให้แก่ผู้เสียหายทั้ง 4 ราย รายละ 25,000 บาท ผู้เสียหายไม่ติดใจ

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการเผยแพร่สื่อลามกอนาจารเด็กซ้ำ พฤติการณ์ยังไม่ร้ายแรงนัก และจำเลยลุแก่โทษ ศาลจึงสั่งรอลงอาญาเป็นเวลา 3 ปี และให้รายงานตัวกับเจ้าหน้าที่คุมประพฤติ เป็นเวลา 1 ปี และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ จำนวน 24 ชั่วโมง

คดีดังกล่าว สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ 3 ธ.ค.67 กรมสอบสวนคดีพิเศษ ได้บูรณาการกำลังร่วมกับ และสถาบันนิติวิทยาศาสตร์ พร้อมทั้งประสานข้อมูลกับสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Bureau of Investigation : FBI) และได้รับการสนับสนุนสุนัขตรวจจับอุปกรณ์เก็บข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ (Electronic Storage Detection K9 : ESD K9) จากองค์กร OUR Rescue ซึ่งครั้งนี้เป็นครั้งที่ 4 ที่ได้รับการสนับสนุน ESD K9 ในการเข้าตรวจค้นและจับกุมผู้ต้องหาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่รัฐของหน่วยงานแห่งหนึ่ง ในจ.ภูเก็ต

จากการตรวจค้นพบคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊ก โทรศัพท์มือถือ และอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หลายรายการ ภายในตรวจพบสื่อลามกอนาจารเด็กจำนวนมาก ทั้งในรูปแบบไฟล์ภาพและไฟล์วิดีโอ รวมทั้งสื่อลามกอนาจารอื่นๆ จำนวนกว่า 258,000 ไฟล์ ซึ่งไฟล์ภาพสื่อลามกอนาจารเด็กมีผู้เสียหายที่เป็นเด็กไทยและต่างชาติหลายพันราย ซึ่งที่มีความเชื่อมโยงกับปฏิบัติการ Blackwrist ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างประเทศของกรมสอบสวนคดีพิเศษกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย อาทิ ตำรวจสหพันธ์ออสเตรเลีย (Australian Federal Police: AFP) , สำนักงานสอบสวนกลางสหรัฐอเมริกา (Federal Bureau of Investigation :FBI) , สำนักงานสืบสวนความมั่นคงมาตุภูมิ (Homeland Security Investigations: HSI), องค์การตำรวจสากล (INTERPOL), กระทรวงกิจการภายในนิวซีแลนด์ (Department of Internal Affairs: DIA) และประเทศในสหภาพยุโรป ตั้งแต่ปี 2560 ซึ่งคดีดังกล่าวเป็นที่น่าสนใจของหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย และสื่อมวลชนในต่างประเทศ อย่างต่อเนื่อง

(แฟ้มภาพ)
คดีดังกล่าวเป็นผลจากการที่กรมสอบสวนคดีพิเศษสืบสวนขยายผลอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ปี 2560 เรื่อยมา ประกอบกับได้รับการประสานข้อมูลจากสำนักงานสอบสวนกลางแห่งสหรัฐอเมริกา (Federal Bureau of Investigation : FBI) จนพบความเชื่อมโยงของกลุ่มอาชญากรใคร่เด็กที่จะมีการแบ่งปันสื่อลามกอนาจารเด็กในแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ จึงได้มีการบูรณาการร่วมกับหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากหลายประเทศ ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลสืบสวนจนนำไปสู่การจับกุมดังกล่าว ซึ่งต่อไปกรมสอบสวนคดีพิเศษจะได้มีการประสานความร่วมมือในการระบุตัวตนผู้เสียหายในต่างประเทศ เพื่อให้มีการช่วยเหลือเด็กผู้เสียหายที่อยู่ในภาพต่อไป

อนึ่ง ในระหว่างการอ่านคำพิพากษาของศาลอาญา หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายจากต่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการสืบสวนคดี ได้ให้ความสนใจติดตามและร่วมรับฟังคำพิพากษา เนื่องจากคดีดังกล่าวเป็นผลจากความร่วมมือด้านการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศในการปราบปรามเครือข่ายสื่อลามกอนาจารเด็กออนไลน์

ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม ได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งดำเนินการช่วยเหลือและเยียวยาผู้เสียหายอย่างเหมาะสม โดยเฉพาะเด็กที่ตกเป็นผู้เสียหายในคดีดังกล่าว ให้ได้รับการคุ้มครอง ฟื้นฟู และดูแลตามกระบวนการยุติธรรมอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งเน้นย้ำให้ดำเนินการปราบปรามอาชญากรรมลักษณะดังกล่าวอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อป้องกันมิให้เกิดเหตุในลักษณะเช่นนี้ขึ้นอีกในสังคมไทยต่อไป