แพทย์เผยรายงานทางการแพทย์กรณีหญิง 2 รายเสียชีวิตหลังฉีดฟิลเลอร์บริเวณช่องคลอด แม้เป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมและถูกมองว่าปลอดภัย แต่พบว่าสารฟิลเลอร์สามารถหลุดเข้าสู่กระแสเลือดจนเกิดภาวะอุดตันในปอดและหัวใจล้มเหลวได้
วันนี้ (12 มี.ค.) ดร.นพ.ชลธวัช สุวรรณปิยะศิริ เปิดเผยรายงานทางการแพทย์เกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของผู้ป่วยหญิง 2 ราย หลังเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์บริเวณช่องคลอด ซึ่งเป็นหัตถการที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้น เนื่องจากแพทย์และผู้รับบริการมองว่าเป็นวิธีที่ทำได้ง่าย ปลอดภัย และมีภาวะแทรกซ้อนน้อยกว่าการผ่าตัดตกแต่งช่องคลอด
อย่างไรก็ตาม รายงานดังกล่าวชี้ให้เห็นว่า แม้โอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงจะพบไม่บ่อย แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้ และอาจรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต
กรณีแรกเป็นผู้ป่วยหญิงอายุ 38 ปี ถูกนำตัวส่งห้องฉุกเฉินหลังหมดสติ 2 ครั้ง ระหว่างเดินทางกลับบ้านภายหลังเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ช่องคลอดที่คลินิกสูตินรีเวช โดยอาการหมดสติเกิดขึ้นประมาณ 20–40 นาทีหลังทำหัตถการ ก่อนหน้ามีอาการใจสั่นและเวียนศีรษะ
จากประวัติพบว่า ผู้ป่วยเคยฉีดฟิลเลอร์ชนิดกรดไฮยาลูโรนิก (Hyaluronic Acid: HA) บริเวณผนังช่องคลอดมาแล้ว 4 ครั้งภายใน 7 เดือน รวมปริมาณ 47 มิลลิลิตร และในวันเกิดเหตุมีการฉีดเพิ่มอีก 15 มิลลิลิตร โดยใช้เวลาเพียง 5 นาที
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล ผู้ป่วยมีภาวะหอบเหนื่อย ตัวเขียว และค่าออกซิเจนในเลือดต่ำ แพทย์เริ่มให้การรักษาอย่างเร่งด่วน แต่ไม่ตอบสนองต่อยา ต่อมามีอาการแย่ลงจนต้องใส่ท่อช่วยหายใจและย้ายเข้าห้องผู้ป่วยวิกฤต แม้จะใช้เครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด (ECMO) แต่ผู้ป่วยเกิดภาวะหัวใจห้องล่างขวาล้มเหลวและอวัยวะหลายระบบล้มเหลว ก่อนเสียชีวิตหลังรักษาได้ 10 วัน
ผลการชันสูตรพบว่ามีฟิลเลอร์จำนวนมากสะสมอยู่บริเวณผนังช่องคลอด และมีสารฟิลเลอร์หลุดเข้าสู่หลอดเลือดจนเกิดการอุดตันในระบบไหลเวียนของปอด ส่งผลให้เกิดภาวะปอดล้มเหลวและเลือดออกภายในถุงลม
ส่วนกรณีที่สอง เป็นผู้ป่วยหญิงอายุ 35 ปี เกิดภาวะหัวใจหยุดเต้นหลังเข้ารับการฉีดฟิลเลอร์ช่องคลอด โดยมีการใช้ยาระงับความรู้สึก ได้แก่ ketamine, midazolam และ propofol และมีการฉีดฟิลเลอร์ 2 ชนิด ได้แก่ collagen filler และ hybrid filler ซึ่งประกอบด้วย HA และ PLA
หลังทำหัตถการเพียง 4 นาที ค่าออกซิเจนในเลือดของผู้ป่วยเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว แม้ให้ออกซิเจนก็ไม่ดีขึ้น ก่อนเกิดภาวะหัวใจหยุดเต้น แพทย์พยายามรักษาอย่างเต็มที่ในห้องผู้ป่วยวิกฤตเป็นเวลาประมาณ 1 เดือน แต่ผู้ป่วยเสียชีวิตในที่สุดจากภาวะสมองขาดออกซิเจนและปอดอักเสบ
ผลการชันสูตรพบสารฟิลเลอร์ในชั้นเนื้อเยื่อช่องคลอด และตรวจพบการอุดตันของสารคอลลาเจนฟิลเลอร์ในหลอดเลือดของปอดจำนวนมาก รวมถึงพบการอุดตันในหัวใจและสมอง ซึ่งบ่งชี้ว่าเกิดภาวะลิ่มสารอุดตันที่ไม่ใช่ลิ่มเลือด (Non-thrombotic Pulmonary Embolism: NTPE)
แพทย์ระบุว่า ภาวะดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อสารที่ไม่ควรอยู่ในหลอดเลือด เช่น ไขมัน น้ำคร่ำ อากาศ หรือฟิลเลอร์ หลุดเข้าไปอุดตันในระบบไหลเวียนของปอด ซึ่งอาจเกิดจากการฉีดเข้าสู่หลอดเลือดดำโดยตรง หรือจากแรงดันสูงบริเวณที่ฉีดทำให้สารเคลื่อนเข้าสู่หลอดเลือด
ทั้งนี้ โครงสร้างทางกายวิภาคของช่องคลอดมีเครือข่ายหลอดเลือดดำจำนวนมาก จึงมีความเสี่ยงต่อภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือด หากเกิดกรณีเสียชีวิตจำเป็นต้องมีการชันสูตรอย่างละเอียด รวมถึงตรวจทางจุลพยาธิวิทยาและใช้การย้อมสีพิเศษเพื่อยืนยันชนิดของสารที่อุดตัน
ผู้เชี่ยวชาญจึงแนะนำว่า ก่อนเข้ารับหัตถการด้านความงามใด ๆ ควรพิจารณาความจำเป็นอย่างรอบคอบ และเลือกสถานพยาบาลที่มีมาตรฐาน พร้อมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อหลีกเลี่ยงความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงถึงชีวิต

