นครพนม-น้ำมันวิกฤติหนัก หลังรัฐเลือกอุดหนุนแค่สองค่ายใหญ่ ปล่อยลอยตัวน้ำมันหน้าคลัง เป็นเหตุให้ปั๊มอิสระต้องทยอยปิดตัวชั่วคราว เจ้าของปั้มอิสระตัดพ้อรัฐบาลขอให้ตรึงราคาหน้าปั๊ม แต่ไม่ได้ตรึงราคาหน้าโรงกลั่น ภาระทั้งหมดจึงตกอยู่กับผู้ประกอบการรายย่อย ถ้าปรับราคาตามต้นทุนก็ถูกมองว่า “โก่งราคา” แต่ถ้าไม่ปรับราคาก็อยู่ต่อไม่ได้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ช่วงวันหยุดสุดสัปดาห์นี้ นางสุจิตรา สงวนศิริ พลังงานจังหวัดนครพนม พร้อมด้วย นางสาวกมลขวัญ ตัณสถิตย์ พาณิชย์จังหวัดนครพนม นำคณะเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจตราสถานีบริการน้ำมันใน 6 อำเภอ (อำเภอธาตุพนม อำเภอนาแก อำเภอวังยาง อำเภอปลาปาก อำเภอเมืองนครพนม และอำเภอโพนสวรรค์) รวม 9 แห่ง ครอบคลุมทั้งสถานีบริการน้ำมันที่มีเครื่องหมายการค้า (ปั๊มแบรนด์) และสถานีบริการน้ำมันอิสระ
การลงพื้นที่ครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อกำกับดูแลการจำหน่ายน้ำมันเชื้อเพลิงให้เป็นไปตามกฎหมาย ป้องกันการฉวยโอกาสปรับขึ้นราคา และสกัดการกักตุนในช่วงที่สถานการณ์ระหว่างประเทศส่งผลต่อระบบขนส่งและปริมาณสำรองน้ำมัน
นางสุจิตรา สงวนศิริ พลังงานจังหวัดนครพนม เปิดเผยว่าจากการสุ่มตรวจสอบพบหลายสถานีบริการน้ำมันประสบปัญหาไม่สามารถจัดหาน้ำมันได้เพียงพอต่อความต้องการของประชาชน เนื่องจากถูกจำกัดโควตาปริมาณรับน้ำมันจากคลัง ประกอบกับปริมาณน้ำมันสำเร็จรูปในคลังมีจำกัด ต้องจัดสรรกระจายปริมาณอย่างระมัดระวัง
สถานการณ์ดังกล่าวทำให้บางสถานีที่เป็นปั๊มอิสระมีการปรับราคาจำหน่ายสูงขึ้นกว่าปั๊มที่ได้รับการอุดหนุนราคาจากรัฐบาลอย่างเช่น ปั๊ม ปตท. และปั๊มบางจาก โดยราคาน้ำมันดีเซลบางปั๊มปรับขึ้นสูงถึงลิตรละ 40.62 บาท บางแห่งต้องติดป้ายแจ้ง “น้ำมันหมด” และบางสถานีจำเป็นต้องปิดหัวจ่ายชั่วคราว หรือจำกัดการเติมไม่เกิน 500 บาทต่อคัน เพื่อกระจายปริมาณให้ทั่วถึง
ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ได้กำชับผู้ประกอบการให้ปฏิบัติตามกฎหมายและประกาศที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด หากตรวจพบการกระทำผิด เช่น การกักตุน การจำหน่ายเกินราคาที่กำหนด หรือการเอาเปรียบผู้บริโภค จะดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาด
“ทางจังหวัดจะติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อบริหารจัดการปริมาณน้ำมันให้เพียงพอ ลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับประชาชนและภาคเศรษฐกิจในพื้นที่ให้น้อยที่สุดในช่วงสถานการณ์ที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง”พลังงานจังหวัดนครพนมกล่าวย้ำ
นายอภิสิทธิ์ ณ.นครพนม ผู้จัดการสถานีบริการน้ำมัน ปตท.หจก.ปริญญ์นครพนม ถ.เลี่ยงเมือง จ.นครพนม กล่าวถึงสถานการณ์โดยรวมของทางปั๊ม เวลานี้ได้รับการแบ่งปันโควต้าน้ำมันลดลงกว่าเดิม จึงเป็นเหตุให้ทางปั๊มใช้วิธีควบคุมการจำหน่ายน้ำมันหน้าปั๊มให้กับผู้ใช้น้ำมัน เฉลี่ยรถส่วนบุคคลไม่เกิน 500 บาทต่อคัน สำหรับเกษตรกรทางปั๊มยอมให้ใส่ภาชนะบรรจุน้ำมันได้ครั้งละไม่เกิน 1,000 บาท โดยสังเกตดูจากความเหมาะสม
ส่วนผู้ประกอบการปั๊มอิสระรายหนึ่งได้โพสต์ตอบชาวโซเชี่ยลหลังถูกโจมตีว่าฉวยโอกาสขึ้นราคาขายน้ำมัน โดยระบุว่า ” 75 ปีที่เราพยายามขายน้ำมันให้คนในนครพนมในราคาถูก แต่วันนี้เรากลายเป็นคนที่ฉวยโอกาส…” ช่วงนี้มีคนถ่ายรูปป้ายราคาน้ำมันของปั๊มอิสระ ไปโพสต์ในโซเชียล พร้อมคำถามว่า ทำไมแพงกว่าปั๊มแบรนด์ใหญ่ ในฐานะผู้ประกอบการปั๊มน้ำมันอิสระ อยากขอเล่าความจริงให้ทุกคนฟังครับ ณ เวลานี้ ปั๊มอิสระต้องรับซื้อน้ำมันจากคลังหน้าโรงกลั่นในราคาประมาณ ลิตรละ 37–38 บาท และยังต้องมี ค่าขนส่ง เพิ่ม ทำให้ต้นทุนสูงกว่าที่หลายคนเข้าใจ
“เราไม่มีกองทุนอุดหนุนจากรัฐคอยอุ้มเหมือนปั๊มแบรนด์ใหญ่ หากต้องขายตามราคาที่รัฐขอให้ตรึงเหมือนปั๊มแบรนด์ใหญ่ ปั๊มอิสระจะต้อง ขาดทุนเกือบลิตรละ 10 บาท ซึ่งไม่มีธุรกิจไหนสามารถขายขาดทุนแบบนั้นได้นาน สิ่งที่หลายคนอาจไม่รู้คือ ในสถานการณ์ปกติ ปั๊มของเรามักตั้งราคาถูกกว่าปั๊มแบรนด์ใหญ่ประมาณลิตรละ 50 สตางค์ เพื่อให้พี่น้องชาวนครพนมได้ใช้น้ำมันคุณภาพในราคาที่ดี”เจ้าของปั้มอิสระรายนี้กล่าวและว่า
เราเป็นธุรกิจท้องถิ่นที่อยู่กับจังหวัดนครพนม ดูแลลูกค้าที่นี่ และทำธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์มากว่า 75 ปี แต่ในวันนี้ รัฐบาลขอให้ตรึงราคาหน้าปั๊ม แต่ไม่ได้ตรึงราคาหน้าโรงกลั่น สุดท้ายภาระทั้งหมดจึงตกอยู่กับผู้ประกอบการรายย่อย ถ้าเราปรับราคาตามต้นทุน เรากลายเป็นคนที่ถูกมองว่า “โก่งราคา” แต่ถ้าไม่ปรับราคา ปั๊มอิสระอย่างพวกเราก็อาจอยู่ต่อไม่ได้ ป้ายราคาที่หลายคนถ่ายรูปไปโพสต์ อาจเป็นแค่คอนเทนต์ในโลกออนไลน์
แต่สำหรับเรา มันคือความพยายามของธุรกิจครอบครัวที่อยากอยู่ต่อไป เราจึงเลือก ขึ้นป้ายราคาตามจริงอย่างโปร่งใส และหวังเพียงว่าลูกค้าจะเข้าใจสถานการณ์ของปั๊มอิสระบ้าง เพราะตลอด 75 ปีที่ผ่านมา เราไม่เคยคิดจะเอาเปรียบลูกค้าเลย และจะยึดมั่นในความซื่อสัตย์นี้ตลอดไป ขอบคุณทุกท่านที่รับฟังและเข้าใจครับ ถ้าคุณเคยเติมน้ำมันที่ปั๊มเล็ก ๆ ของเรา ขอบคุณที่สนับสนุนธุรกิจท้องถิ่นมาโดยตลอด
แหล่งข่าวในวงการค้าน้ำมันรายหนึ่งเปิดเผยว่าขณะนี้รัฐบาลได้อุดหนุนราคาน้ำมันให้แค่เพียงสองค่ายยักษ์ใหญ่คือ ปตท.และบางจากเท่านั้น ส่วนปั๊มยี่ห้ออื่นไม่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาล บางปั๊มเพื่อให้สามารถแข่งขันในตลาดได้ก็ต้องยอมขายขาดทุนหรือควักกระเป๋าตัวเองอุดหนุนให้รายย่อยการตรึงราคาขายปลีกน้ำมันหน้าปั๊มแต่ไม่ตรีงราคาขายหน้าคลังทำให้ผู้ค้าน้ำมันรายย่อยต้องซื้อน้ำมันที่คลังเก็บในราคาที่สูงกว่าราคาขายปลีกหน้าปั๊มปตท.และบางจากถึงลิตรละ 7-8 บาทและเมื่อบวกต้นทุนค่าขนส่งเข้าไปทำให้ปั๊มรายย่อยหรือปั๊มอิสระต้องขายน้ำมันในราคาสูงกว่าปั๊มที่ได้รับการอุดหนุนจากรัฐบาลถึงลิตรละ 10 บาทกว่าถึงจะสามารถอยู่รอดได้

