xs
xsm
sm
md
lg

ยกฟ้องแนวร่วมเสื้อแดง คดี 'ร่มเกล้า' ฟ้องซ้อน-หลักฐานไม่พอ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ศาลฎีกายืนยกฟ้อง 3 แนวร่วม นปช. คดีฆ่าพลเอกร่มเกล้า หลังสู้คดีมานาน ชี้เป็นการฟ้องซ้อนและพยานหลักฐานไม่เพียงพอที่จะพิสูจน์ความผิดได้

เมื่อวันที่ 19 มีนาคม ศาลอาญาอ่านคำพิพากษาศาลฎีกาคดีฆ่า พล.อ.ร่มเกล้า ธุวธรรม อดีตรองเสนาธิการกองพลทหารราบที่ 2 รักษาพระองค์ (พล.ร.2 รอ.) กับผู้ใต้บังคับบัญชา โดยอัยการฝ่ายคดีพิเศษ 1 กับนางนิชา ธุวธรรม ภรรยา เป็นโจทก์ฟ้อง นายสุขเสก พลตื้อ น.ส.กนกพร ศิริพรรณาภิรัตน์ อดีตผู้ดำเนินรายการทีวีสถานีประชาชน ช่องเอเชียอัพเดต และนายสุรชัย หรือหรั่งเทวรัตน์ แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) เป็นจำเลยที่ 1-3 ในความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นร่วมกันพยายามฆ่าเจ้าพนักงานโดยไตร่ตรองไว้ก่อนมีและใช้เครื่องกระสุนปืนไว้ในครอบครองกระทำให้ระเบิดเป็นเหตุบุคคลอื่นได้รับอันตรายสาหัสและถึงแก่ความตาย

คดีนี้ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์พิพากษายืนยกฟ้องอัยการโจทก์ยื่นฎีกา คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าคดีเป็นการฟ้องซ้อนกับคดีอาญา อ.2542/2553 ของศาลอาญาหรือไม่ โดยคดีนี้เป็นคดีที่จำเลยที่ 1 และ 3 ร่วมกับแกนนำนปช.ถูกฟ้องในความผิดฐานก่อการร้าย

ศาลฎีกา เห็นว่าการกระทำที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 และ 3 ได้กระทำความผิด เป็นข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ อีกทั้งบุคคลหรือสิ่งของที่เกี่ยวข้องทั้งสองคดี เป็นการกระทำครั้งเดียวกันคือการขว้างระเบิดใส่เจ้าหน้าที่ทหารที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ เป็นเหตุให้ พ.อ.ร่มเกล้า และทหารอีก 3 นายถึงแก่ความตายและมีทหารได้รับบาดเจ็บ การกระทำในครั้งเดียวกันดังกล่าวเป็นความผิดต่อชีวิตเกี่ยวกับการก่อให้เกิดอันตรายต่อประชาชน ที่โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษคดีนี้เป็นความผิดต่อความมั่นคงของรัฐภายในราชอาณาจักร ความผิดเกี่ยวกับการก่อการร้าย และความผิดเกี่ยวกับความสงบสุขของประชาชน

การกระทำที่โจทก์อ้างว่าจำเลยที่ 1 และ 3 ได้ทำความผิดทั้ง 2 คดี เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบทตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 90 ไม่ใช้ความผิดต่างกรรมต่างวาระตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 91 แต่อย่างใด เมื่อการกระทำความผิดทั้งสองคดีเป็นความผิดกรรมเดียวกัน โดยฟ้องโจทก์ในคดีนี้ส่วนของจำเลยที่ 1 และ 3 เป็นการฟ้องในคดีเดียวกันของคดีหมายเลข อ2542/2553 เป็นการฟ้องซ้อน ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ในส่วนจำเลยที่ 1 และ 3 เป็นฟ้องซ้อน และพิพากษายืนยกฟ้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และโจทก์ร่วมในข้อนี้ฟังไม่ขึ้น

สำหรับปัญหาที่ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้สนับสนุนให้จำเลยที่ 1 และ 3 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่เห็นว่าคำฟ้องโจทก์ที่ว่าจำเลยที่ 2 ให้ความช่วยเหลือทางการเงินโดยไม่มีรายละเอียดว่าจำเลยที่ 2 ให้การช่วยเหลือด้านการเงินอย่างไร ที่ไหน เมื่อใด แก่บุคคลใด เป็นคำฟ้องที่ไม่มีข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับเวลาและสถานที่ ซึ่งเกิดการกระทำนั้นๆ

คดีจึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยพยานโจทก์ในส่วนนี้ และข้อเท็จจริงตามคำเบิกความของพยานยังรับฟังไม่ได้ว่า ระเบิดที่อ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขว้างในสถานที่เกิดเหตุ เป็นลูกระเบิดที่อ้างว่าใส่กระเป๋าของจำเลยที่ 3 นำออกมาจากบ้านจำเลยที่ 2 โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดหาให้และเป็นผู้สนับสนุนกรระทำความผิด และจากคำเบิกความของพนักงานกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ)ที่เข้าตรวจค้นบ้านจำเลยที่ 2 พบเอกสารที่เกี่ยวข้องกับรายชื่อการ์ดของพล.ต.ขัตติยะ สวัสดิผล หรือเสธ.แดงซึ่งมีชื่อจำเลยที่ 1 ปรากฏอยู่ด้วย ข้อเท็จจริงดังกล่าวรับฟังได้เพียงว่า จำเลยที่ 2 และสามีเป็นผู้มีความคิดเห็นทางการเมืองเดียวกับกลุ่มนปช.ในขณะนั้นเท่านั้น ไม่ใช่ข้อเท็จจริงที่สนับสนุนให้รับฟังว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้จัดหาลูกระเบิดขว้างชนิดสังหารที่คนร้ายใช้กระทำความผิดเป็นคดีนี้ พยานหลักฐานโจทก์และโจทก์ร่วมรับฟังไม่ได้ว่าจำเลยที่ 2 เป็นผู้กระทำความผิดตามฟ้อง ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษายกฟ้องมานั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาโจทก์และโจทก์ร่วมฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ศาลฎีกาพิพากษาจำคุกตลอดชีวิตนายสุขเสก จำเลยที่1 ที่ยิงเครื่องยิงระเบิด M79 ใส่บ้านพักประชาชน สะสมกำลังพล และอาวุธสงครามร้ายแรงฯในการชุมนุมของกลุ่ม นปช.เมื่อปี 2553เพื่อขับไล่นายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ( ขณะนั้น) ส่วนนายยศวริศ ชูกล่อม หรือเจ๋ง ดอกจิก ศาลฎีกาสั่งจำคุก 5ปี 4 เดือนไม่รอลงอาญา ฐานเป็นผู้สนับสนุนฯการกระทำผิดในคดีเดียวกัน