xs
xsm
sm
md
lg

ส.อ.ท.ห่วงดีเซลพุ่งพรวด ดันราคาสินค้าพุ่ง ปรับค่าไฟเพิ่ม ซ้ำเติมหนัก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยถึงกรณีมติคณะกรรมการบริหารกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง (กบน.) ปรับลดอัตราการชดเชยราคาน้ำมันดีเซลและกลุ่มเบนซิน ส่งผลให้ราคาขายปลีกน้ำมันดีเซลปรับเพิ่มขึ้นทันที 6 บาทต่อลิตร มาอยู่ที่ 38.94 บาทต่อลิตร หรือเพิ่มขึ้น 18.2% นับเป็นการปรับขึ้นราคาสูงสุดในครั้งเดียว และเป็นการปรับราคาเพิ่มขึ้น 25% ภายในสัปดาห์ ว่า การปรับราคาดังกล่าวสะท้อนถึงทิศทางนโยบายของภาครัฐที่เปลี่ยน จากการใช้งบประมาณของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง เพื่ออุดหนุนราคาพลังงานและทยอยปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป มาเป็นการใช้กลไกการอุดหนุนเป็นแบบพุ่งเป้า(Targeted Subsidy) เพื่อให้ความช่วยเหลือลงลึกถึงกลุ่มที่เดือดร้อนเฉพาะกลุ่ม ใน 6 กลุ่มเป้าหมาย เพื่อลดภาระของกองทุนที่ปัจจุบันติดลบกว่า 28,109 ล้านบาท

นอกจากนี้ ยังเป็นการปรับโครงสร้างราคาให้สอดคล้องกับระดับราคาน้ำมันในภูมิภาค เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ราคาน้ำมันดีเซลของประเทศไทยอยู่ในระดับต่ำกว่าประเทศเพื่อนบ้านอย่างมีนัยสำคัญ เช่น มาเลเซีย ที่มีราคาดีเซลอยู่ที่ประมาณ 45.27 บาทต่อลิตร เทียบกับราคาก่อนปรับของไทยที่ 32.94 บาทต่อลิตร ส่วนต่างของราคาดังกล่าวได้ก่อให้เกิดแรงจูงใจในการลักลอบนำเข้าน้ำมันหรือขนส่งน้ำมันข้ามพรมแดน รวมถึงการเข้ามาเติมน้ำมันบริเวณชายแดนของประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อนำไปจำหน่ายต่อในประเทศของตน การปรับขึ้นราคาครั้งนี้ จึงมีส่วนช่วยลดแรงจูงใจในการลักลอบดังกล่าว

การปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซลในอัตราที่สูงทันที จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหลายภาคส่วน โดยเฉพาะภาคขนส่งที่มีต้นทุนการดำเนินงานเพิ่มขึ้นทันที เนื่องจากน้ำมันดีเซลเป็นหนึ่งในต้นทุนหลักในการขนส่งสินค้าและการผลิตในหลายๆ ภาคอุตสาหกรรม เมื่อราคาน้ำมันดีเซลเพิ่มขึ้น ต้นทุนการขนส่งจะสูงขึ้นตามไปด้วย ส่งผลให้ราคาวัตถุดิบที่นำเข้าจากต่างประเทศและสินค้าภายในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งจะทำให้ต้นทุนในการผลิตและการประกอบการเพิ่มขึ้น

ผลกระทบดังกล่าวคาดว่าจะส่งผลให้ราคาสินค้าต้องทยอยปรับเพิ่มขึ้นตามกลไกของตลาด โดยเฉพาะในช่วงเดือนเมษายนเมื่อสต๊อคของสินค้าที่ซื้อมาในราคาก่อนการปรับขึ้นราคาเริ่มหมดลง และผู้ประกอบการจำเป็นต้องซื้อสินค้าราคาปรับขึ้นใหม่เพื่อนำมาผลิตและจำหน่าย การปรับขึ้นราคาสินค้าจึงจะเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งในกลุ่มสินค้าควบคุม 59 รายการ ภาครัฐจำเป็นที่จะต้องมีมาตรการเข้ามาดูแลช่วยเหลือผู้ประกอบการในกลุ่มนี้ เพื่อให้ธุรกิจยังสามารถดำเนินการต่อไปได้

นอกจากนี้ ค่าความผันแปรไฟฟ้า (ค่า Ft) ที่มีแนวโน้มจะปรับขึ้นในช่วงเดือนพฤษภาคมถึงสิงหาคม ก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้ต้นทุนการผลิตของธุรกิจเพิ่มขึ้นอีก โดยคาดว่าค่า FT จะปรับขึ้นเกินกว่าระดับ 4 บาทต่อหน่วย ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการที่ใช้ไฟฟ้าในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น อุตสาหกรรมการผลิตเหล็ก, ซีเมนต์ เซรามิก เยื่อกระดาษ เคมี และอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องจักรหนัก ซึ่งค่าไฟฟ้าที่สูงขึ้นจะเป็นภาระเพิ่มต้นทุนการผลิตและทำให้ราคาสินค้าผลิตภัณฑ์เหล่านั้นปรับตัวสูงขึ้นอีก

สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เคยประเมินว่า หากราคาน้ำมันดีเซลอยู่ที่ 34.94 บาทต่อลิตร จะส่งผลกระทบใกล้เคียงช่วงวิกฤตราคาพลังงานจากสงครามรัสเซีย–ยูเครน (ปี 2565–2566) โดยทำให้ต้นทุนขนส่งเพิ่มขึ้นราว 15–20% และราคาสินค้าโดยรวมเพิ่มขึ้นประมาณ 6–8% อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันราคาดีเซลปรับสูงขึ้นเป็น 38.94 บาทต่อลิตร ซึ่งสูงกว่าช่วงวิกฤตดังกล่าว ส่งผลให้คาดว่าต้นทุนขนส่งจะเพิ่มขึ้นเป็น 20–25% ราคาสินค้าปรับสูงขึ้นราว 8–10% และแรงกดดันเงินเฟ้อมีแนวโน้มเร่งตัวขึ้นอยู่ในระดับประมาณ 5-6%

ทั้งนี้ หากสถานการณ์ยืดเยื้อและไม่มีมาตรการอุดหนุนจากภาครัฐ เศรษฐกิจไทย GDP อาจขยายตัวได้ไม่เกิน 1% โดยสำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ยังระบุว่า ทุกการปรับขึ้นราคาน้ำมันดีเซล 1 บาทต่อลิตร จะทำให้ GDP ลดลงร้อยละ 0.02 สะท้อนถึงความเปราะบางและอ่อนไหวของเศรษฐกิจไทยต่อความผันผวนด้านพลังงานอย่างมีนัยสำคัญ

อย่างไรก็ตาม ภายใต้วิกฤตพลังงานที่มีแนวโน้มยืดเยื้อ ภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง โดยมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ควบคู่กับการลงทุนในพลังงานสะอาด รวมถึงการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ในการวิเคราะห์ วางแผน และบริหารจัดการพลังงานอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งให้ความสำคัญกับการดำเนินโครงการประหยัดพลังงานในองค์กรอย่างเป็นระบบ โดยตั้งเป้าหมายลดการใช้พลังงานลงอย่างน้อย 20% จากระดับปัจจุบัน

ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอย่างจริงจังและต่อเนื่อง เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันจากตะวันออกกลางและเสริมความมั่นคงด้านพลังงาน รวมถึงเร่งผลักดันการเพิ่มประสิทธิภาพโลจิสติกส์ผ่านแนวทางการรวมกลุ่มขนส่ง (Pool Logistics) เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุด และการพัฒนาระบบ Backhauling Management เพื่อลดการวิ่งเที่ยวเปล่า (Empty Run) ซึ่งจะช่วยลดต้นทุนการขนส่ง ลดการใช้น้ำมัน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกท่ามกลางสถานการณ์วิกฤตที่มีแนวโน้มยืดเยื้อและอาจรุนแรงขึ้น ทุกภาคส่วนจำเป็นต้องร่วมกันวางแผนและเตรียมความพร้อมในการรับมืออย่างเป็นระบบ โดยต้องอาศัยความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ในการกำหนดแนวทางรับมือร่วมกันอย่างบูรณาการ

ทั้งในด้านการบริหารจัดการพลังงาน การรักษาเสถียรภาพต้นทุน และการดูแลห่วงโซ่อุปทานให้สามารถดำเนินต่อได้อย่างต่อเนื่อง โดยมาตรการภาครัฐใน 6 กลุ่มเป้าหมายที่กำลังจะออกมา ควรปรับเงื่อนไขการเข้าถึงความช่วยเหลือสำหรับภาคอุตสาหกรรม โดยเฉพาะแหล่งสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (Soft Loan) หรือเงินกู้ที่มีเงื่อนไขผ่อนปรน เพื่อให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงได้อย่างทั่วถึงและมีประสิทธิภาพ ขณะเดียวกัน ภาครัฐควรยกระดับเรื่อง "การประหยัดพลังงาน" ให้เป็นวาระแห่งชาติ ผ่านมาตรการส่งเสริมอย่างเป็นระบบทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ เพื่อสร้างความยั่งยืนด้านพลังงาน ลดต้นทุนการผลิตในระยะยาว และเร่งขับเคลื่อนภาคธุรกิจสู่เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) อย่างเต็มรูปแบบ