xs
xsm
sm
md
lg

บทเรียนราคาแพง!! เผาโพรงจับ "แลน" ตัวเดียว แต่ป่าลุกไหม้ 55,000 ไร่ วิกฤตไฟป่าลำพูนที่ซ้ำซากเกินเยียวยา

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



สรุปดรามาไฟป่าลำพูน 55,000 ไร่! ชนวนเหตุจากพราน "เผาโพรงจับแลน" แค่ไม่กี่คน แต่ลามหนักจนฝุ่นท่วมเมืองเชียงใหม่ เผยพฤติกรรมสุดช็อก "ยิ่งเห็นไฟยิ่งรีบเผาซ้ำ" เพราะกลัวคนอื่นได้ของป่าไปก่อน บทเรียนนี้สะท้อนชัด ต้นทุนการจุดไฟต่ำเกินไป แต่คนรับกรรมคือคนทั้งประเทศ

เมื่อวันที่ 29 มี.ค. เพจ “ฝ่าฝุ่น” ได้ออกมาโพสต์เผยถึงวิกฤตฝุ่นควันภาคเหนือที่ปกคลุมหนาทึบ กรณีศึกษาล่าสุดจากจังหวัดลำพูน โดยต้นเพลิงเผาเกิดจาก "เผาโพรง" เพื่อจับตัวแลน (ตะกวด) โดยการจุดไฟรมควันปากโพรง แต่เปลวไฟกลับลุกลามติดชายป่า

โดยผู้โพสต์ระบุข้อความว่า “เบื้องหลังไฟป่า 55,000 ไร่ หนึ่งในไฟกองใหญ่ที่สุดของภาคเหนือตอนบนวันนี้

กรณีศึกษานี้เป็นเรื่องจริงไม่อิงนิยาย เป็นสิ่งที่เรารวมเรียกในสื่อว่า "เผาหาของป่าล่าสัตว์" ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของไฟป่า และขณะที่เขียนอยู่นี่ไฟป่าก็ยังไม่ดับเลย แม้เจ้าหน้าที่พยายามต่อสู้มา 5 วัน 5 คืนแล้ว

ในหมู่บ้านห่างไกลแห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูน ชาวบ้านไม่กี่คนจากสองหมู่บ้านเข้าป่าไปล่าตัวแลน (ตะกวด/เหี้ย) ด้วยวิธี “เผาโพรง” ซึ่งเป็นวิถีที่สืบทอดกันมาในบางพื้นที่

พวกเขาเริ่มจากการหาโพรงที่คาดว่ามีตัวแลนอาศัยอยู่ จากนั้นจุดไฟหรือก่อควันที่ปากโพรง ใช้ใบไม้และกิ่งไม้แห้งให้เกิดควันหนาแน่น ควันจะไหลเข้าไปในโพรง ทำให้สัตว์ทนไม่ไหวและหนีออกมา แล้วจึงถูกจับที่ปากโพรง

คืนแรก ไฟจากการเผาโพรงลุกลามติดชายป่าของหมู่บ้านแรก
แทนที่เหตุการณ์จะหยุดลง กลับกลายเป็นชนวนให้พรานจากอีกหมู่บ้านหนึ่ง “เร่งล่า” เพราะกลัวว่าแลนบนเขาจะตายหมดก่อน จึงเข้าไปเผาโพรงในพื้นที่ในอีกสองคืนถัดไป

ผลคือเกิดไฟป่ากองที่สอง

จากการล่าเพียง 2 ตัว มูลค่าแค่หลักร้อย หรืออาจเป็นเพียงอาหารไม่กี่มื้อ กลับกลายเป็นไฟป่าสองกองที่ลุกลามรวมกว่า 55,000 ไร่ กระทบคนหลายพันชีวิต

ป่าที่นี่ ขึ้นชื่อว่ามีไฟป่าแปลงใหญ่ซ้ำซากของไทยมายาวนาน ขนาดของไฟทั้งสองนี้กองรวมกัน ถือเป็นหนึ่งในไฟป่าที่ใหญ่ที่สุดของภาคเหนือตอนบน และจนถึงตอนนี้ก็ยังควบคุมไม่ได้ ความเสียหายจึงไม่ได้อยู่ในระดับหมู่บ้านอีกต่อไปแต่เป็นระดับประเทศ

ฝุ่นควันไฟไม่ได้หยุดอยู่ในป่า แต่ไหลเข้าสู่หมู่บ้าน
ค่าฝุ่น PM2.5 พุ่งสูงถึง 500 µg/m³ ต่อเนื่อง 5 คืน อยู่ในระดับอันตรายรุนแรง ผู้คนเริ่มป่วยทันที โดยเฉพาะเด็ก ผู้สูงอายุ และผู้มีโรคประจำตัว
และแน่นอนฝุ่นควันจากที่นี่ไปถึงเมืองเชียงใหม่เสมอมากระทบคนอีกหลายล้าน เป็นที่รู้กันว่าป่าแห่งนี้ไฟป่าฝุ่นควันดุมาก

ยังไม่นับทรัพยากรป่าที่เสียหาย สัตว์ป่านับแสนตัวที่ต้องตายอย่างทรมาณในกองไฟ (เฉลี่ย 3 ตัวต่อไร่) โดยเฉพาะลูกเล็กของพวกมันที่แม่จำใจต้องทิ้งให้ตายในไฟ สุขภาพของคนทั้งพื้นที่ และงบประมาณมหาศาลในการควบคุมไฟ ทีมเสือไฟจากต่างพื้นที่ และยังต้องเรียกใช้เฮลิคอปเตอร์มาเข้าปฏิบัติการ

และนี่ไม่ใช่ครั้งแรก
ข้อมูลย้อนหลังพบว่า พื้นที่เดียวกันนี้เกิดไฟป่าซ้ำในปี 2563, 2564, 2566, 2567, 2568 จุดแต่ดับทัน, และปีนี้ 2569
รูปแบบเดิม สาเหตุเดิม ผลลัพธ์เดิม เป็นวังวนไม่รู้จบ

ภาพทั้งหมดนี้สะท้อนความไม่สมดุลอย่างรุนแรงระหว่าง “สิ่งที่ได้” กับ “สิ่งที่เสีย” ประโยชน์เล็กน้อยในระยะสั้น ถูกแลกด้วยความเสียหายขนาดใหญ่ในระยะยาว

แต่คำถามสำคัญคือ
ทำไมเหตุการณ์แบบนี้ยังเกิดซ้ำ ทั้งที่ผลกระทบหนักหนาขนาดนี้
ทำไมคนที่อยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน มีลูกหลาน มีญาติพี่น้อง ต้องสูดฝุ่นเดียวกัน ถึงยังตัดสินใจลงโทษเขาเช่นนี้?

คำตอบอาจไม่ได้อยู่ที่ “ความเห็นแก่ตัว” เพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ระบบความคิดที่ก่อตัวขึ้นมาอย่างยาวนาน

วิธีเผาโพรงเป็นความรู้ที่ส่งต่อกันมาหลายรุ่น ในอดีตมันอาจเคย “ปลอดภัยพอ” เพราะป่ายังชื้น ไฟไม่ลุกลามง่าย ผู้คนจึงจดจำว่าเป็นวิธีที่ใช้ได้ผล โดยไม่เคยเห็นผลลัพธ์ระดับหายนะเหมือนปัจจุบัน

แต่โลกเปลี่ยนไปแล้ว ป่าแห้งขึ้น ลมแรงขึ้น ฤดูกาลแปรปรวนมากขึ้น ภาวะโลกร้อน ในขณะที่ “วิธีคิด” ยังอยู่ที่เดิม

อีกด้านหนึ่ง มนุษย์ให้ความสำคัญกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้า แลนที่จับได้วันนี้ คือผลลัพธ์ที่จับต้องได้
แต่ไฟป่าที่อาจลุกลามในอีกหลายวัน หรือฝุ่นที่จะปกคลุมหมู่บ้าน เป็นสิ่งที่ยังไม่เกิด จึงถูกประเมินต่ำ

ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเคยจุดไฟแล้ว “ไม่เกิดอะไรขึ้น” หลายครั้ง ความมั่นใจจะค่อย ๆ สะสม กลายเป็นความเชื่อว่า “เอาอยู่” ทั้งที่จริงแล้ว เงื่อนไขรอบตัวเปลี่ยนไปหมดแล้ว

ในเหตุการณ์นี้ยังมีแรงกระตุ้นแบบลูกโซ่
ไฟกองแรกไม่ได้ทำให้หยุด แต่กลับเร่งให้เกิดไฟกองที่สอง เพราะเกิดความคิดว่า “ถ้าไม่รีบเอา วันนี้จะไม่ได้อะไรเลย” นี่คือการแข่งขันในทรัพยากรที่กำลังจะหายไป ซึ่งยิ่งเร่งให้การตัดสินใจเสี่ยงมากขึ้น

ที่ลึกไปกว่านั้นคือ การที่ผลกระทบ “กระจาย” ออกไป คนจุดไฟหนึ่งคน ไม่ได้เห็นตัวเองเป็นคนทำให้ทั้งหมู่บ้านป่วยเพราะความเสียหายไม่ได้ย้อนกลับมาหาเขาโดยตรงในทันที

เมื่อไม่มีใครรู้สึกว่า “นี่คือความรับผิดชอบของฉัน”
พฤติกรรมเดิมจึงเกิดซ้ำ

และเมื่อระบบกำกับดูแลยังไม่เข้มแข็ง ผู้นำยังไม่กล้าและอ่อนแอแม้แต่จะตักเตือนลูกบ้านซึ่งที่จริงอาจจะเป็นญาติของผู้นำเสียด้วย น้ำท่วมปาก พูดไม่ออก ต้นทุนของการจุดไฟจึงต่ำมากสำหรับผู้ลงมือ แต่ต้นทุนจริงกลับไปตกอยู่กับคนทั้งสังคม

นี่จึงไม่ใช่ปัญหาของคนกลุ่มเล็ก ๆ แต่เป็นปัญหาของทั้งระบบ

หากเรายังมองเรื่องนี้เป็นเพียง “การกระทำผิดของคนบางคน” เราจะไม่มีวันแก้ได้

ว่าไฟแล้วพรานกลุ่มนี้เคยถูกตำรวจบุกจับในบ้าน ตั้งข้อหาอาญาอื่นเมื่อหลายปีก่อน แต่กลับไม่เคยสำนึกในสิ่งที่ได้ทำไป ศาลอาจจะรอลงอาญาสองปี พ้นระยะเวลาก็ทำอีก ขาดความยำเกรงต่อความผิด คิดว่าไม่มีใครรู้ไม่มีใครทราบ และตามจับไม่ได้

สิ่งที่ต้องเปลี่ยน คือการทำให้สังคมมองเห็นความเชื่อมโยงระหว่าง การกระทำเล็ก ๆ กับผลลัพธ์ขนาดใหญ่ อย่างชัดเจนและเป็นรูปธรรม

ต้องทำให้ “ไฟหนึ่งกอง” ไม่ใช่เรื่องของป่า
แต่เป็นเรื่องของสุขภาพ เศรษฐกิจ และอนาคตของทุกคน

และที่สำคัญ ต้องทำให้ต้นทุนของการจุดไฟสูงพอ
ทั้งในเชิงกฎหมาย สังคม และความรู้สึกผิดชอบ

เพราะในโลกที่เปลี่ยนไปแล้วนี้ การจุดไฟเพื่อได้อะไรเพียงเล็กน้อย อาจหมายถึงการสูญเสียทุกอย่างพร้อมกัน ในเวลาไม่กี่วัน

และนี้เป็นกรณีศึกษาหนึ่งของสิ่งที่เรารวมเรียกว่า "หาของป่าล่าสัตว์" ในฤดูไฟป่าหนึ่งคงมีกรณีคล้ายคลึงแบบนี้เป็นพันๆกอง และยังไม่นับรวมการเผาจากสาเหตุอื่นอีกมาก เช่น เผาในป่าเสื่อมโทรมและบุกรุก ชิงเผา e-Auction เผาด้วยความแค้นที่เจ้าหน้าที่บังคับใช้กฏหมาย ฯลฯ“