xs
xsm
sm
md
lg

นายกฯ ยอมรับ CPI ไทยต่ำ สั่ง มท.-อปท.ยกระดับความโปร่งใส ปราบโกงเชิงรุก

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการ "การบูรณาการเพื่อเสริมสร้างธรรมาภิบาลและความโปร่งใสในหน่วยงานภาครัฐเชิงรุก" ประจำปี 2569 พร้อมมอบนโยบายกำหนดมาตรการและเป้าหมายในการแก้ไขปัญหาการทุจริตและประพฤติมิชอบ เพื่อยกระดับคะแนนดัชนีการรับรู้การทุจริต (CPI) ของประเทศไทย โดยมีผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดทั้ง 76 จังหวัด และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วม

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ประเทศไทยยังเผชิญปัญหาการทุจริตในระดับที่น่ากังวล ซึ่งสะท้อนผ่านผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชนและคะแนน CPI ที่ยังอยู่ในระดับต่ำ โดยล่าสุดไทยได้ 33 คะแนน อยู่ในอันดับที่ 116 จาก 182 ประเทศ และอยู่อันดับที่ 8 ของอาเซียน ถือว่ารั้งท้ายทั้งในภูมิภาคและเวทีโลก เป็นเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขอย่างจริงจัง โดยสาเหตุสำคัญมาจากเจ้าหน้าที่รัฐบางส่วนขาดจิตสำนึก ใช้อำนาจหน้าที่แสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบ รวมถึงระบบที่ยังมีช่องโหว่ และการบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนที่ยังไม่เพียงพอ ส่งผลให้ปัญหาการทุจริตยังคงเกิดขึ้นต่อเนื่อง

ทั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยในฐานะหน่วยงานที่ใกล้ชิดประชาชนมากที่สุด ย่อมรับรู้ถึงผลกระทบโดยตรง โดยเฉพาะในกระบวนการอนุมัติ อนุญาต การออกเอกสารสิทธิ และการจัดซื้อจัดจ้าง ซึ่งถือเป็นจุดเสี่ยงสำคัญของการทุจริต พร้อมย้ำว่าปัญหาดังกล่าวเป็นการบั่นทอนประเทศ ทั้งด้านงบประมาณ ประสิทธิภาพ และความเชื่อมั่นของประชาชน

นายกรัฐมนตรี จึงมอบนโยบายเร่งด่วนให้ทุกหน่วยงานในสังกัดกระทรวงมหาดไทย รวมถึงองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศ ยกระดับมาตรการป้องกันการทุจริต โดยเฉพาะการป้องกันการเรียกรับสินบนในทุกกระบวนการ พร้อมกำหนดระบบตรวจสอบภายในที่เข้มข้นและต้องเห็นผลเป็นรูปธรรม ไม่ใช่เพียงทำตามขั้นตอน นอกจากนี้ ยังเน้นให้ปรับปรุงระบบราชการให้ทันสมัย ลดขั้นตอนที่ซ้ำซ้อน นำเทคโนโลยีและปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาใช้ เพื่อลดการเผชิญหน้าระหว่างเจ้าหน้าที่กับประชาชน เพิ่มความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และเปิดให้ประชาชนเข้าถึงข้อมูลภาครัฐได้ง่ายขึ้น

นายอนุทิน ย้ำว่า CPI ไม่ใช่เพียงตัวเลข แต่เป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่นของนักลงทุนและศักยภาพการแข่งขันของประเทศ พร้อมระบุว่าภาพลักษณ์ด้านคอร์รัปชันส่งผลกระทบต่อการเจรจาระหว่างประเทศ หากถูกมองว่าไม่มีความโปร่งใส ย่อมเสียเปรียบในเวทีโลก พร้อมเชื่อว่า ระบบราชการไทยไม่ได้ทุจริตทั้งหมด โดยจากประสบการณ์ทำงานร่วมกับกระทรวงมหาดไทยกว่า 7 ปี เห็นว่าข้าราชการส่วนใหญ่มีความตั้งใจทำงานอย่างสุจริต แต่ปัญหาภาพลักษณ์ที่เกิดขึ้นต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง

นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า การแก้ปัญหาทุจริตไม่สามารถทำได้ด้วยการออกระเบียบเพียงอย่างเดียว แต่ต้องสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยึดมั่นความซื่อสัตย์สุจริต ควบคู่กับการยกย่องคนดี และลงโทษผู้กระทำผิดอย่างจริงจัง เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมพร้อมยกตัวอย่างส่วนตัวว่า ในการติดต่อราชการไม่เคยใช้เอกสิทธิ์หรือเร่งรัดขั้นตอน เช่น การต่อใบอนุญาตนักบิน ก็ใช้วิธีรอตามคิวปกติ เพื่อย้ำว่าระบบที่โปร่งใสต้องเริ่มจากการปฏิบัติของทุกคน

นายกรัฐมนตรี ทิ้งท้ายว่า เป้าหมายสำคัญคือการทำให้ประชาชนเห็นถึงความตั้งใจจริงของภาครัฐในการแก้ไขปัญหาการทุจริต เพื่อฟื้นฟูความเชื่อมั่นและยกระดับภาพลักษณ์ของประเทศไทยในระยะยาว