อุดรธานี-ผลกระทบน้ำมันแพงยังหนัก ล่าสุดปรับขึ้นดีเซลถึง 3.50 บาทต่อลิตร ดีเซลแตะ 44.89 บาท กระทบเพิ่มภาระค่าครองชีพชาวอุดรฯ ด้านผู้ประกอบการโอดต้นทุนพุ่ง ผู้ใช้รถยังแห่เติมแน่นปั๊ม ขณะผู้ประกอบการรถโดยสาร-สามล้อรับจ้าง ต้องแบกภาระหนัก รอลุ้นปรับค่าโดยสารเร็วๆนี้
ภายหลังการปรับขึ้นน้ำมันล่าสุด มีผลตั้งแต่ช่วงเช้าวันที่ 2 เมษายน ทำให้ราคาน้ำมันดีเซลในเขตอำเภอเมืองอุดรธานี ทำให้น้ำมันดีเซลอยู่ที่ลิตรละ 44.89 บาท แก๊สโซฮอล์ E20 อยู่ที่ 38.86 บาท แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 43.49 บาท และแก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 43.86 บาท ซึ่งถือว่าอยู่ในระดับสูง สร้างภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชนและผู้ประกอบการขนส่งอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ขณะเดียวกัน บรรยากาศที่สถานีขนส่งผู้โดยสารแห่งที่ 1 จังหวัดอุดรธานี ยังคงมีประชาชนมาใช้บริการอย่างคับคั่ง โดยเฉพาะผู้ที่เดินทางเข้าตัวเมืองเพื่อไปยังจุดสำคัญ เช่น โรงพยาบาลอุดรธานี สถานีขนส่งแห่งที่ 2 และตลาดรังษิณา
ด้านผู้ให้บริการรถสามล้อรับจ้างยังคงตรึงค่าโดยสารไว้เท่าเดิม แม้ต้นทุนจะพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนายสมศักดิ์ อายุ 57 ปี คนขับสามล้อรับจ้าง เล่าว่า ค่าโดยสารยังไม่ปรับขึ้นมานานกว่า 10 ปีแล้ว โดยอัตราค่าบริการจากสถานีขนส่งแห่งที่ 1 ไปโรงพยาบาลอุดรธานีอยู่ที่ 80–100 บาท ซึ่งผู้โดยสารยังสามารถต่อรองราคาได้ เนื่องจากจำนวนลูกค้ายังไม่มาก
อย่างไรก็ตาม จากสถานการณ์น้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นต่อเนื่อง ทำให้ต้นทุนเพิ่มขึ้นชัดเจน จากเดิมเติมน้ำมันวันละประมาณ 150 บาท ปัจจุบันต้องเพิ่มเป็นมากกว่า 200 บาท ส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ แต่การปรับขึ้นค่าโดยสารยังต้องรอการพิจารณาและอนุมัติจากเทศบาลนครอุดรธานี
นางปราณีต อาหาสิมะ อายุ 60 ปี ผู้ประกอบการรถโดยสารร่วมบขส. สายอุดรธานี–สกลนคร ซึ่งประกอบอาชีพมานานกว่า 30 ปี ระบุว่า ปัจจุบันค่าโดยสารอยู่ที่ 118 บาทต่อคน สำหรับระยะทางกว่า 160 กิโลเมตร แต่ผู้โดยสารไม่ได้เต็มทุกเที่ยว ต้นทุนน้ำมันสูง ปัจจุบันราคาน้ำมันอยู่ที่เกือบ 45 บาทต่อลิตร ต้องใช้เงินเติมน้ำมันต่อเที่ยวไม่ต่ำกว่า 4,000 บาท จากเดิมเพียงประมาณ 3,000 บาทเศษ อีกทั้งยังเผชิญปัญหาผู้โดยสารลดลงแม้สถานการณ์จะยากลำบาก แต่ต้องฝืนแบกรับภาระไปก่อน พร้อมจับตาสถานการณ์วันต่อวัน
ขณะเดียวกันจากการสอบถามผู้โดยสารหลายราย ต่างเข้าใจสถานการณ์และเห็นด้วย หากมีการปรับขึ้นราคาค่าโดยสารในอนาคต ปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้นยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ต่อระบบขนส่งและค่าครองชีพของประชาชนในวงกว้าง ซึ่งยังคงต้องติดตามมาตรการช่วยเหลือจากภาครัฐอย่างใกล้ชิดต่อไป

