โพลพระปกเกล้าสะท้อนเสียงประชาชนท่วมท้น ไม่เชื่อมั่นรัฐบาลอนุทินแก้วิกฤตพลังงาน แต่ยอมให้ใช้งบอุ้มค่าครองชีพ หวังเป็นที่พึ่งสุดท้ายท่ามกลางมรสุมเศรษฐกิจ เรียกร้องรัฐเร่งสร้างความเชื่อมั่นโดยด่วน
นับตั้งแต่เกิดสถานการณ์การสู้รบในภูมิภาคตะวันออกกลาง จนส่งผลกระทบเศรษฐกิจโลกรวมถึงประเทศไทย ทำให้หลายฝ่ายเริ่มตั้งคำถามถึงความสามารถในการทำงานของรัฐบาลขึ้นมาทันที โดยล่าสุด สถาบันพระปกเกล้า เปิดเผยผลสำรวจ เรื่อง “เสียงในหัวประชาชนต่อการรับมือวิกฤตพลังงานและเศรษฐกิจของรัฐบาลใหม่” ซึ่งได้ทำการสำรวจ ระหว่างวันที่ 27 - 30 มี.ค. 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายตามภูมิภาคทั่วประเทศ จำนวน 2,000 ตัวอย่าง โดยมีบทสรุปสำคัญจากผลสำรวจ ดังนี้
1. หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ ท่านเชื่อมั่นมากน้อยเพียงใดว่า “รัฐบาลอนุทิน 2” จะสามารถรับมือกับผลกระทบทางเศรษฐกิจได้อย่างเหมาะสม (สำรวจโดย x Line Today) ระบุว่า 82.1% “ไม่ค่อยเชื่อมั่น-ไม่เชื่อมั่นเลย” ว่ารัฐบาลใหม่จะรับมือเศรษฐกิจได้ หากสงครามตะวันออกกลางยืดเยื้อ สูงสุดแบบทิ้งห่าง รองลงมา 12.8 % “ค่อนข้างเชื่อมั่น-เชื่อมั่นมากที่สุด” และ 5.1% ไม่แน่ใจ
2. ส่วนใหญ่หนุนมาตรการอุ้มพลังงานแบบจำกัด-ช่วยรากหญ้า โดยผลสำรวจ 39.0% ระบุว่า ต้องการให้รัฐบาลทั้งตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่ และปล่อยให้สะท้อนต้นทุนจริง แต่เอางบไปช่วยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับผลกระทบสูง รองลงมา 30.7% ต้องการให้ตรึงราคาพลังงานชั่วคราวให้ประชาชนส่วนใหญ่ ซึ่งแสดงให้เห็นว่า ประชาชนส่วนใหญ่เข้าใจความซับซ้อนของปัญหา จึงไม่เลือกทางใดทางหนึ่งสุดโต่ง แต่ต้องการให้รัฐบาลประคับประคองทั้งระบบไปพร้อมกับการดูแลผู้ที่เดือดร้อนที่สุด
3. ประชาชนส่วนใหญ่ยอมให้รัฐใช้งบอุ้มพลังงานช่วงวิกฤต โดยส่วนใหญ่ 38.6% ระบุว่า ยอมรับได้ หากรัฐบาลต้องลดงบประมาณนโยบายอื่นเพื่อดูแลราคาพลังงานในระยะสั้น เพราะกระทบคนส่วนใหญ่โดยตรง
ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาจากผลสำรวจแล้ว เห็นได้ว่าหลายพื้นที่มีแนวโน้มยอมรับการใช้งบประมาณพยุงราคาพลังงาน และประชาชนจำนวนมากยังเปิดพื้นที่ให้รัฐบาลใช้งบประมาณเพื่อบรรเทาผลกระทบในระยะสั้น หากช่วยรักษาเสถียรภาพค่าครองชีพได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่สำคัญผลสำรวจครั้งนี้ไม่ได้เพียงบอกว่าประชาชนกำลังมีความกังวลอย่างมากต่อสถานการณ์ในตะวันออกกลาง แต่ยังส่งสัญญาณ 2 เรื่องพร้อมกัน คือ ยังไม่มั่นใจรัฐบาลในการรับมือผลกระทบจากวิกฤตพลังงาน แต่ประชาชนก็ไม่ได้ปฏิเสธบทบาทของรัฐบาลในการรับมือวิกฤตครั้งนี้ พร้อมยอมรับการใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อบรรเทาผลกระทบระยะสั้น
ดังนั้น รัฐบาลจึงควรเร่งสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนผ่านการสื่อสารแผนรับมือทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน พร้อมทั้ง จัดสรรงบประมาณเพื่อดูแลราคาพลังงานอย่างยืดหยุ่นและมีกรอบเวลาที่แน่นอน โดยอาจเน้นการช่วยเหลือในพื้นที่หรือกลุ่มคนที่ได้รับผลกระทบหนัก ควบคู่ไปกับการทยอยปรับราคาตามกลไกตลาดในส่วนที่รับไหว เพื่อให้ประชาชนรู้สึกได้ว่า รัฐบาลสามารถเป็นที่พึ่งได้จริงในยามที่ค่าครองชีพและความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจกำลังกดดันชีวิตประจำวันอย่างหนัก

