ปิดฉากลงอย่างสวยงามและตื่นตาตื่นใจอยู่ไม่น้อยสำหรับงาน **“Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47”** โดยอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยยังคงส่งสัญญาณบวกอย่างชัดเจน ทั้งในเรื่องของ “ผู้เข้าชม” ที่แน่นขนัด และ “ยอดจองรถ” ที่มีจำนวนมากอย่างไม่น่าเชื่อ
กล่าวคือ สามารถสร้างปรากฏการณ์ ยอดจองรถยนต์รวมทั้งสิ้น 132,951 คัน และรถจักรยานยนต์อีก 2,056 คัน โดยมีตัวเลขผู้เข้าชมงานพุ่งสูงถึง 1,798,312 คน
ทั้งนี้ ยอดจองรถยนต์ 132,951 คันในปีนี้ คิดเป็นประมาณ 21% ของเป้าหมายการขายรถยนต์ทั้งปี 2569 ที่อุตสาหกรรมตั้งไว้ราว 620,000 คันเลยทีเดียว
ยิ่งเมื่อย้อนกลับไปดูตัวเลข “ยอดจอง” ย้อนหลังก็ยิ่งเห็นมีความน่าสนใจ กล่าวคือ ในปี 2020 จำนวน 18,381 คัน ปี 2021 จำนวน 27,886 คัน ปี 2022 จำนวน 31,896 คัน ปี 2023 จำนวน 42,885 คัน ปี 2024 จำนวน 53,438 คัน ปี 2025 จำนวน 77,379 คัน และปี 2026 จำนวน 132,951 คัน
เรียกว่า ตัวเลขเพิ่มทุกปี และในปี 2026 ถึงกับสร้างสถิติสูงที่สุดในประวัติศาสตร์ของการจัดงานเลยทีเดียว
ในมุมมองของผู้จัดงานคือ “นายจาตุรนต์ โกมลมิศร์” ฉายภาพให้เห็นว่า ในปีนี้ไฮไลต์สำคัญอยู่ที่การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของกลุ่ม ยานยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) จากค่ายรถชั้นนำทั่วโลกที่นำนวัตกรรมมาเปิดตัวอย่างคึกคัก ควบคู่ไปกับรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปในกลุ่มรถอเนกประสงค์และกระบะที่ยังคงได้รับความสนใจในแง่ของการใช้งานจริง ซึ่งความสำเร็จของงานในครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สะท้อนผ่านตัวเลขยอดจองที่ถล่มทลายเท่านั้น แต่ยังเป็นการประกาศความพร้อมของไทยในการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคพลังงานใหม่อย่างเป็นรูปธรรมอีก
อย่างไรก็ดี นอกจาก “ยอดจอง” และ “จำนวนผู้เข้าชมงาน” แล้ว ประเด็นสำคัญที่กลายเป็นหัวข้อสนทนาสำหรับแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยก็คือ “ยี่ห้อรถที่มียอดจองสูงสุด” โดยในปีนี้ รถที่มียอดจองสูงที่สุด ได้แก่ BYD จำนวน 17,354 คัน หากรวมแบรนด์หรูอย่าง DENZA อีก 703 คัน จะทำให้ยอดรวมพุ่งไปถึง 18,057 คัน ตามด้วย โตโยต้า 15,750 คัน, OMODA JAECOO 15,088 คัน, MG 10,537 คัน อันดับ 5 DEEPAL+NEVO 8,573 คัน อันดับ 6 GEELY 7,811 คัน อันดับ 7 CHERY 7,509 คัน อันดับ 8 GWM 6,819 คัน อันดับ 9 GAC (AION HYPTEC) 6,287 คัน อันดับ 10 HONDA 5,907 คัน อันดับ 11 MAZDA 4,889 คัน อันดับ 12 MITSUBISHI 4,178 คัน อันดับ 13 ISUZU 3,568 คัน อันดับ 14 RIDDARA 2,569 คัน อันดับ 15 ZEEKR 2,339 คัน
อันดับ 16 MERCEDES-BENZ 2,111 คัน อันดับ 17 XPENG 2,089 คัน อันดับ 18 NISSAN 1,608 คัน อันดับ 19 AVATR 1,435 คัน อันดับ 20 BMW 1,001 คัน อันดับ 21 FORD 813 คัน อันดับ 22 DENZA 703 คัน อันดับ 23. HYUNDAI 650 คัน อันดับ 24 FARIZON 603 คัน อันดับ 25 FORTHING 520 คัน อันดับ 26 KIA 511 คัน อันดับ 27 MINI 422 คัน อันดับ 28 VOLVO 306 คัน อันดับ 29 SUZUKI 305 คัน อันดับ 30 MAXUS 294 คัน อันดับ 31 LEXUS 141 คัน อันดับ 32 PORSCHE 112 คัน อันดับ 33 AUDI 76 คัน อันดับ 34 FIREFLY 48 คัน อันดับ 35 MASERATI 12 คัน อันดับ 36 JEEP 9 คัน อันดับ 37 ASTON MARTIN 2 คัน อันดับ 38 ROLLS-ROYCE 2 คัน
ขณะที่ TESLA ไม่เปิดเผยตัวเลข ส่วนแบรนด์ที่ไม่มาร่วมงาน ได้แก่ LEAPMOTOR / WULING / SUBARU / JAGUAR & LAND ROVER / LAMBORGHINI / MCLARENS / LOTUS / FOTON / KING LONG / DFSK / JUNEYAO / NETA
ด้านตลาดรถจักรยานยนต์ มียอดจองรวม 2,056 คัน โดย THAI HONDA ครองอันดับ 1 ที่ 1,203 คัน ตามด้วย ROYAL ENFIELD 321 คัน, HARLEY-DAVIDSON 170 คัน, TRIUMPH 141 คัน, SUZUKI 102 คัน, BMW MOTORRAD 77 คัน และ DUCATI 42 คัน
คำถามก็คือ ทำไมในปีนี้ บีวายดีถึงมียอดจองสูงกว่าโตโยต้า(อีกแล้วครับท่าน)? เพราะเมื่อ Bangkok International Motor Show ครั้งที่ผ่านมา บีวายดีก็มียอดจองอันดับหนึ่งจำนวน 9,819 คัน ขณะที่โตโยต้ามียอดจอง 9,819 คัน ซึ่งตัวเลขเท่ากัน แต่เมื่อนับรวม DENZA เข้าไปด้วย ทำให้บีวายดีรั้งอันดับ 1 ไปได้
มีการวิเคราะห์กันว่า ความสำเร็จของบีวายดีสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100% ที่พุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด และแคมเปญราคาที่ดึงดูดใจท่ามกลางวิกฤตราคาน้ำมันโลกที่ยังคงผันผวน
ที่น่าสนใจก็คือ รุ่นที่ฮอตสุดของบีวายดี กลับไม่ใช่รถใหม่ที่เปิดตัว แต่เป็นรุ่นยอดนิยมที่เปิดตัวมานานแสนนานอย่าง ATTO 3 และ DOLPHIN ที่ลดราคากันแบบจุกๆ โดย ATTO 3 มียอดจอง 3,565 คัน ,DOLPHIN มียอดจอง 3,250 คัน ตามมาด้วย Sealion 6 DM-i จำนวน2,406 คัน
ทั้งนี้ การรายงานตัวเลขในวันสุดท้ายของบีวายดี กลายเป็นประเด็นที่คนในวงการให้ความสนใจและตั้งข้อสังเกตว่า อาจเป็นการรวบรวมยอดจองจากโชว์รูมทั่วประเทศมานำเสนอพร้อมกันหรือไม่อย่างไร ซึ่งถือเป็นแนวทางที่น่าสนใจว่าในอนาคตธรรมเนียมการรายงานตัวเลขยอดจองอาจมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบไปจากการนับเฉพาะยอดภายในบูธที่จัดแสดงงานเพียงอย่างเดียวหรือไม่
ขณะเดียวกันก็เป็นที่รับรู้กันว่า โดยปกตินั้น แต่ละค่ายรถจะรายงานตัวเลขยอดจองในแต่ละวันมาให้กับทางผู้จัดงาน แต่บีวายดีไม่รายงานตัวเลขแบบวันต่อวัน หากปล่อย “ตู้ม” มาทีเดียวในวันสุดท้ายของงาน และเมื่อปีที่แล้ว บีวายดีก็รายงานตัวเลขในลักษณะนี้เช่นเดียวกัน
ด้าน “นายศุภกร รัตนวราหะ” รองกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด เปิดเผยความสำเร็จในงาน Bangkok International Motor Show 2026 โดยสามารถทำยอดจองรถยนต์ภายในงานระหว่างวันที่ 23 มีนาคม – 5 เมษายน 2569 ได้สูงถึง 15,750 คัน แต่หากนับรวมทั่วประเทศพุ่งถึง 28,580 คัน นับเป็นสถิติสูงสุดใหม่ของแบรนด์
ความสำเร็จของโตโยต้าในปีนี้ได้รับแรงหนุนสำคัญจากกระแสรถยนต์ไฟฟ้าแบบไฮบริด (HEV) ที่ได้รับความนิยมสูงสุดเป็นประวัติการณ์ โดยเฉพาะภายในงานมอเตอร์โชว์ที่มียอดจองกลุ่มไฮบริดถึง 6,821 คัน หรือคิดเป็นสัดส่วนสูงถึง 43.3% ของยอดจองในงานทั้งหมด
ตัวเลข 15,750 คัน ที่จองในงาน "มอเตอร์โชว์" แบ่งเป็นรุ่นที่ได้รับความนิยมสูงสุดในงาน ได้แก่ ATIV 3,982 คัน, HILUX 3,407 คัน และ Yaris Cross 3,115 คัน ขณะที่รถยนต์รุ่นใหม่อย่าง LAND CRUISER FJ ก็สร้างกระแสตอบรับอย่างคึกคัก ด้วยยอดจองภายในงานกว่า 700 คัน
หากนับรวมยอดจองทั่วประเทศตัวเลขพุ่งถึง 28,580 คันในส่วนของรถยนต์นั่ง ATIV มียอดจอง 7,427 คัน (26%) YARIS CROSS 4,678 คัน (16.4%) และ COROLLA CROSS 2,641 คัน (9.2%) ขณะที่รถยนต์ไฟฟ้า bZ4X มียอดจอง 539 คัน หรือ 1.9% ของยอดรวม
ขณะเดียวกัน แบรนด์ Lexus ก็ทำผลงานเกินความคาดหมาย ด้วยยอดจองรวม 141 คัน โดยรุ่นยอดนิยม ได้แก่ Lexus IS 51 คัน, Lexus RZ 39 คัน และ Lexus LM 27 คัน พร้อมทยอยส่งมอบหลังช่วงเทศกาลสงกรานต์
ที่สำคัญโตโยต้าได้ร่วมมือกับพันธมิตรทางการเงิน จัดแคมเปญสินเชื่อที่ยืดหยุ่น อนุมัติรวดเร็ว เพื่ออำนวยความสะดวกให้ลูกค้าเข้าถึงการเป็นเจ้าของรถได้ง่ายขึ้น โดยรถยนต์โตโยต้าทุกรุ่นพร้อมทยอยส่งมอบทันที ยกเว้น LAND CRUISER FJ ที่จะเริ่มส่งมอบตั้งแต่เดือนพฤษภาคมเป็นต้นไป
… เอาเป็นว่า คงต้องติดตามสถานการณ์ตลาดรถยนต์ของไทยกันต่อไปว่า จะเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางไหน โดยเฉพาะในยามที่น้ำมันแพงและเศรษฐกิจของประเทศมีปัญหา รวมทั้ง “ยอดจอง” จะสามารถแปลงเป็น “ยอดขายจริง” ได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากยังมีปัจจัยประกอบอีกหลายด้าน ทั้งการตัดสินใจซื้อขั้นสุดท้ายของผู้จอง การจองมากกว่าหนึ่งคันเพื่อเปรียบเทียบทางเลือก
ที่สำคัญที่สุดก็คือ ความสามารถในการผ่านการพิจารณาสินเชื่อจากสถาบันการเงิน เนื่องจากสภาวะการอนุมัติสินเชื่อในปัจจุบันอาจส่งผลให้ยอดจดทะเบียนจริงขยับลงจากยอดจองได้ประมาณ 20-30% ตามกลไกตลาดกันเลยทีเดียว.

