ตร.เผย 6 วัน ช่วงสงกรานต์ พบคดีคุกคามทางเพศ 6 คดี ย้ำบทลงโทษเข้ม แนะประชาชนเก็บหลักฐานเอาผิดทันที พร้อมคุมเข้มวันส่งท้าย เพิ่มกำลังเฝ้าระวังทุกจุดเสี่ยง และย้ำ “ดื่มไม่ขับ” ลดสูญเสียบนท้องถนน
วันนี้ (15 เม.ย.) ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาตพล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวถึงภาพรวมการดูแลความปลอดภัยช่วงเทศกาลสงกรานต์ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร โดยเฉพาะจุดจัดงานขนาดใหญ่ อาทิ ถนนสีลม ถนนข้าวสาร สยามสแควร์ และงาน S2O Festival พบว่าระหว่างวันที่ 10-15 เม.ย.2569 มียอดรับแจ้งคดีอนาจารรวมทั้งสิ้น 6 คดี
“ตัวเลขดังกล่าวถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจ สะท้อนถึงความร่วมมือของประชาชนที่ร่วมเล่นน้ำอย่างสุภาพ ควบคู่กับการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ดูแลความสงบเรียบร้อยอย่างเข้มงวดและมีประสิทธิภาพ โดยสถิติภาพรวมทั่วประเทศจะมีการสรุปอย่างเป็นทางการอีกครั้งภายหลังสิ้นสุดเทศกาล”
โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ได้เน้นย้ำถึงพฤติกรรมเข้าข่ายคุกคามทางเพศ 5 ลักษณะ พร้อมบทลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญาฉบับแก้ไขเพิ่มเติม ปี 2568 ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 30 ธ.ค.2568 ได้แก่ การคุกคามทางวาจาและท่าทาง การคุกคามทางออนไลน์ การแตะต้องร่างกายโดยไม่ยินยอม การใช้อำนาจข่ม และการกระทำต่อเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี ซึ่งมีโทษตั้งแต่จำคุก 1 ปี ถึง 5 ปี และปรับสูงสุด 100,000 บาท
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวอีกว่า ขอความร่วมมือประชาชน หากพบหรือประสบเหตุลักษณะดังกล่าว ไม่ควรยอมความหรือโต้เถียง แต่ให้รีบเก็บหลักฐาน เช่น ภาพถ่าย คลิปวิดีโอ หรือข้อความสนทนา เพื่อใช้ประกอบการแจ้งความดำเนินคดีได้ทันที
สำหรับมาตรการดูแลความปลอดภัยในวันส่งท้ายสงกรานต์ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ป้องกันปราบปราม) ได้สั่งการให้ทุกหน่วยเพิ่มความเข้มในการเฝ้าระวัง โดยเพิ่มความถี่ในการตรวจตราพื้นที่เสี่ยงและจุดจัดงาน พร้อมเตรียมชุดปฏิบัติการ “Six Man Team” เข้าระงับเหตุฉุกเฉินและควบคุมสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที
นอกจากนี้ ได้เน้นย้ำการอำนวยความสะดวกด้านการเดินทางของประชาชน โดยตำรวจทางหลวงได้จัดตั้งจุดบริการกว่า 205 จุดทั่วประเทศ เพื่อรองรับผู้ที่เดินทางกลับเข้าสู่กรุงเทพมหานครหรือภูมิลำเนา หากมีอาการอ่อนล้าหรือ ง่วงนอน สามารถแวะพักและขอความช่วยเหลือได้ตลอด 24 ชั่วโมง
พล.ต.ท.ไตรรงค์ กล่าวด้วยว่า เจ้าหน้าที่ขอความร่วมมือประชาชนปฏิบัติตามกฎจราจรอย่างเคร่งครัด โดยเฉพาะมาตรการ “ดื่มไม่ขับ” เพื่อลดความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สิน

