บิ๊กบอสไอเอ็มเอฟเตือนหากสงครามตะวันออกกลางลากยาว และราคาน้ำมันแพงยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกจะเผชิญช่วงเวลาที่ยากลำบากอย่างยิ่ง ขณะหัวหน้านักเศรษฐศาสตร์เวิลด์แบงก์แสดงความกังวลราคาปุ๋ยที่พุ่งขึ้น อาจทำให้บางประเทศระงับการส่งออกอาหาร ซึ่งจะผลักดันราคาอาหารมทะยานขึ้นไปอีก
คริสตาลินา จอร์จีวา กรรมการผู้จัดการใหญ่ของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (ไอเอ็มเอฟ) กล่าวระหว่างการประชุมไอเอ็มเอฟและธนาคารโลกที่กรุงวอชิงตันเมื่อวันพุธ (15 เม.ย.) ว่า โลกต้องเตรียมพร้อมรับสถานการณ์ที่ยากลำบาก หากสงครามในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป
ทั้งนี้ หลังจากอเมริกาและอิสราเอลเปิดสงครามด้วยการถล่มอิหร่านเมื่อวันที่ 28 ก.พ. เตหะรานได้ตอบโต้ด้วยการปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางสำคัญในการขนส่งพลังงานและปุ๋ย ส่งผลให้ราคาพลังงานพุ่งทะยานและกดดันประเทศมากมาย โดยเฉพาะประเทศที่เศรษฐกิจอ่อนแอ ตลอดจนประเทศที่นำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางทั้งหลาย
นายใหญ่ไอเอ็มเอฟยังแสดงความกังวลว่า อัตราเงินเฟ้อที่กำลังไต่สูง อาจส่งผลต่อไปยังราคาอาหาร โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากราคาปุ๋ย ซึ่งมีส่วนประกอบสำคัญมาจากผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมี ยังไม่กลับสู่ระดับที่เหมาะสมในเร็วๆ นี้ เธอเรียกร้องด้วยให้ธนาคารกลางของประเทศต่างๆ โดยเฉพาะประเทศที่สามารถควบคุมเงินเฟ้อได้ รอดูสถานการณำไปก่อนปรับอัตราดอกเบี้ย ขณะที่ประเทศที่ขาดความน่าเชื่อถือในการควบคุมเงินเฟ้ออาจจำเป็นต้องใช้มาตรการที่แข็งกร้าวขึ้น
กรรมการผู้จัดการใหญ่ไอเอ็มเอฟยังเป็นห่วงการหยุดชะงักทางกายภาพของห่วงโซ่อุปทาน โดยเฉพาะสำหรับประเทศในเอเชียที่พึ่งพิงน้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ แนฟทา ฮีเลียม ปุ๋ย และผลผลิตอื่นๆ จากประเทศในอ่าวเปอร์เซีย เนื่องจากการหยุดชะงักดังกล่าวจะไม่สามารถแก้ไขได้ในชั่วข้ามคืนแม้สงครามยุติลงในวันพรุ่งนี้ก็ตาม
เมื่อวันอังคาร (14 ) ไอเอ็มเอฟยังปรับลดแนวโน้มอัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกประจำปีนี้ ให้ลงเล็กน้อยโดยอยู่ที่ 3.1% ทั้งนี้อิงอยู่กับสมมติฐานที่ว่า การสู้รบขัดแย้งนี้จะสิ้นสุดลงได้รวดเร็วและราคาน้ำมันก็ปรับลดลง
อย่างไรก็ตาม สำหรับ ปิแอร์-โอลิวิเยร์ กูแรงชาส์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของไอเอ็มเอฟ ชี้ว่า เศรษฐกิจโลกในขณะนี้กำลังเคลื่อนผ่านสมมติฐานดังกล่าวไปสู่ฉากทัศน์สถานการณ์ที่เลวร้ายลง ตามที่ระบุในรายงานแนวโน้มเศรษฐกิจโลก ซึ่งการเติบโตของปีนี้อาจลดลงเหลือ 2.5% และราคาน้ำมันเฉลี่ยอยู่ที่ราว 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลตลอดปี
สำหรับฉากทัศน์สถานการณ์แบบเลวร้ายที่สุด ซึ่งการสู้รบขัดแย้งมีความรุนแรงขึ้นและยืดเยื้อยาวนานนั้น อัตราการเติบโตของโลกจะลดเหลือ 2% จ่อเข้าสู่ภาวะถดถอย
จากแนวโน้มที่การขาดแคลนจะรุนแรงยิ่งขึ้น จอร์จีวาแนะนำให้ประเทศต่างๆ ใช้มาตรการประหยัดพลังงานและออกมาตรการจูงใจเพื่อลดการใช้น้ำมัน เช่น การให้ใช้ระบบขนส่งสาธารณะได้ฟรีเป็นการชั่วคราว พร้อมย้ำคำเตือนของไอเอ็มเอฟสำหรับประเทศที่ใช้มาตรการที่ไม่มีการกำหนดเป้าหมาย เช่น การอุดหนุนพลังงานอย่างกว้างขวางเพื่อลดผลกระทบจากน้ำมันแพง ซึ่งรังแต่ทำให้ผลกระทบจากสถานการณ์นี้ลากยาวออกไป
รายงานการสังเกตการณ์สถานะทางการคลังที่ไอเอ็มเอฟเผยแพร่เมื่อวันอังคารเรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ละเว้นการอุดหนุน แต่ควรให้ความช่วยเหลือประชาชนด้วยการแจกเงินสดชั่วคราวสำหรับกลุ่มที่เปราะบางที่สุดโดยไม่บิดเบือนราคาน้ำมันที่แพงขึ้น และไม่กระตุ้นความต้องการในการใช้พลังงาน
ในอีกด้านหนึ่ง อินเดอร์มิต กิลล์ หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของธนาคารโลก เตือนว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางอาจทำให้จำนวนผู้ประสบปัญหาความไม่มั่นคงด้านอาหารเฉียบพลัน จากที่เดิมมีอยู่แล้วราว 300 ล้านคน เพิ่มขึ้นราว 20% อย่างรวดเร็วมาก
เขาชี้ว่า ราคาปุ๋ยที่แพงขึ้นอาจทำให้บางประเทศระงับการส่งออกและกักตุนอาหารสำหรับในประเทศมากขึ้น ซึ่งจะทำให้ราคาอาหารยิ่งแพงขึ้น
กิลล์ยังเตือนว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วโลกอาจพุ่งจาก 3% เป็น 4.7% ในปีนี้ในฉากทัศน์สถานการณ์เลวร้ายที่สุดที่สงครามลากยาวจนถึงเดือนส.ค. และการเติบโตของเศรษฐกิจอาจลดลงถึง 40% ต่อปี
หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ของเวิลด์แบงก์ทิ้งท้ายว่า ตัวเลขการเติบโตของภูมิภาคอาจดูดีเกินจริง เนื่องจากเศรษฐกิจขนาดใหญ่ เช่น อเมริกา จีน และอินเดีย ซึ่งมีภูมิคุ้มกันจากปัจจัยภายนอกมากกว่า อาจดันตัวเลขประมาณการโดยรวมสูงขึ้น
(ที่มา: เอเอฟพี/รอยเตอร์)

