กรมที่ดิน ยุค "มท.หนู/2" อยู่ในกำกับ "เสี่ยเต้ย-พลพีร์" มท.2 ร่ายยาว "คดีเขากระโดง" หลังถูกโยง ปัจจุบันไม่ดำเนินการใดๆ กรณี รฟท. ยกคำพิพากษาศาลฯ ตัดสินให้เป็นที่ดินรถไฟฯ รวมถึง ป.ป.ช. ชง เพิกถอนโฉนด 3446 และ 8564 มานานกว่า 1 ปี ยกบทสัมภาษณ์ "จรัญ ภักดีธนากุล" แจง "ขยายความเกินขอบเขตของคำพิพากษา" ชี้รถไฟฯ ไม่สามารถนำผลของคำพิพากษาทั้งคดี ไปใช้กับที่ดินแปลงอื่น ๆ ได้ เนื่องจากการได้มาของที่ดินแต่ละแปลงมีความแตกต่างกัน ราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของที่ดิน จึงต้องมีโอกาสในการต่อสู้เพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง
วันนี้ (17 เม.ย. 2569) มีรายงานจากกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า กรมที่ดิน ออกเอกสารข่าว ชี้แจงกรณีที่ดินเขากระโดง โดยเป็นการออกแถลง เป็นครั้งที่สาม ในยุคนายพรพจน์ เพ็ญพาส นั่งเก้าอี้ อธิบดีกรมที่ดิน ทั้ง 2 ยุค ครั้งแรก กรณีกระทรวงมหาดไทยมีคำสั่งแต่งตั้งคณะกรรมการตรวจสอบคำสั่งอธิบดีกรมที่ดิน กรณี ไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินบริเวณเขากระโดง และ ครั้งที่สอง ในช่วงการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ในประเด็นเกี่ยวกับกรณี ป.ป.ช. มีมติให้เพิกถอนโฉนดที่ดิน
โดยปัจจุบัน กรมที่ดิน อยู่ในกำกับ ของนายพลพีร์ สุวรรณฉวี รมช.มหาดไทย ส.ส.เขต 9 นคคราชสีมา พรรคภูมิใจไทย
เอกสารฉบับนี้ ระบุว่า ตามที่มีข่าวปรากฏทางสื่อมวลชน กรณีที่ดิน การรถไฟแห่งประเทศไทย บริเวณเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ได้มีคำพิพากษาศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 ศาลฎีกา และศาลปกครองกลางตัดสินแล้วว่าเป็นที่ดินของการรถไฟแห่งประเทศไทย
ตลอดจนสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เคยส่งเรื่องให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3446 และ 8564 แล้ว
แต่จนถึงปัจจุบันกรมที่ดินยังไม่ดำเนินการใด ๆ นั้น กรมที่ดินขอเรียนชี้แจง ดังนี้
1. ประเด็นที่ศาลจังหวัดบุรีรัมย์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 และศาลฎีกาได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำขอออกโฉนดที่ดินของราษฎรจำนวน 35 ราย และให้เพิกถอนโฉนดที่ดินและหนังสือรับรองการทำประโยชน์ นั้น
กรมที่ดินขอเรียนว่า คำพิพากษาดังกล่าวผูกพันเฉพาะที่ดินพิพาทระหว่างคู่ความในคดีเท่านั้น ไม่สามารถนำไปใช้ยันบุคคลภายนอกได้ เว้นแต่จะมีการดำเนินคดีใหม่กับบุคคลที่เกี่ยวข้อง ตามมาตรา 145 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลฎีกาและศาลอุทธรณ์ ภาค 3 ไม่ได้วินิจฉัยครอบคลุมพื้นที่ทั้งหมด 5,083 ไร่
การอ้างว่าคำพิพากษานี้ เป็นการยืนยันกรรมสิทธิ์ในที่ดินทั้งหมด จึงเป็นการขยายความเกินขอบเขตของคำพิพากษา การรถไฟฯ จึงไม่สามารถนำผลของคำพิพากษาทั้งคดี ไปใช้กับที่ดินแปลงอื่น ๆ ได้ เนื่องจากการได้มาของที่ดินแต่ละแปลงมีความแตกต่างกัน ราษฎรซึ่งเป็นเจ้าของที่ดินจึงต้องมีโอกาสในการต่อสู้เพื่อป้องกันสิทธิของตนเอง
โดยขออนุญาตนำบทสัมภาษณ์ของ ศาสตราจารย์ (พิเศษ) จรัญ ภักดีธนากุล ที่ได้ให้สัมภาษณ์ในรายการเวทีความคิด ออกอากาศเมื่อวันที่ 29 มกราคม 2568 สรุปได้ว่า
“ที่มีผู้ให้ความเห็นว่า เรื่องมันยังไม่จบนะ คำพิพากษาของศาลในคดีชุดแรกว่าที่เป็นของการรถไฟที่ออกโฉนดมาไม่ถูกต้องทั้งหมดเป็นคำพิพากษาที่มีผลผูกพันคู่ความในคดีนั้นเท่านั้น เพราะเป็นคำพิพากษาในคดีแพ่ง ไม่เหมือนที่ธรณีสงฆ์ ที่ธรณีสงฆ์มีพระราชบัญญัติคณะสงฆ์จะเอาไปให้ใครหรือเอาไปออกโฉนดให้ใครต่าง ๆ ไม่ได้ชัดเจน จะโอนได้ต้องออกพระราชบัญญัติโอนที่ธรณีสงฆ์
กรณีที่ดินที่เขากระโดงนั้น เนื่องจากมีคำพิพากษาที่ทำให้ชัดขึ้นในระดับหนึ่ง คือ คำพิพากษาของศาลถึงที่สุดแล้วว่าเป็นที่ดินของการรถไฟฯ คำพิพากษานี้ผูกพันเด็ดขาดเฉพาะคู่ความในคดีนั้นครับ ตามมาตรา 145 วรรคหนึ่ง ถ้าเป็นคำพิพากษาที่แสดงถึงกรรมสิทธิ์ตามมาตรา 145 วรรคสอง ใช้ยันบุคคลภายนอกได้ด้วยแต่ไม่ใช่ยันเด็ดขาดเป็นข้อสันนิษฐานเบื้องต้น บุคคลภายนอกที่เข้ามามีสิทธิที่จะต่อสู้และขอพิสูจน์หักล้างเพราะเขาไม่ได้เป็นคู่ความ
เขาไม่เคยมีโอกาสต่อสู้ในคดีนั้นมาก่อนกฎหมายต้องให้โอกาสเขาต่อสู้พิสูจน์สิทธิ เรื่องของเรื่องก็คือถ้าการรถไฟจะเอาให้ได้มีการเปลี่ยนแปลงอะไรในโฉนดได้ การรถไฟฯ อาจจะฟ้องไปถึงคนที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในโฉนด ซึ่งเขาก็อ้างว่าเขามีสิทธิตามโฉนด การรถไฟก็อ้างว่าแต่โฉนดออกทับที่ดินของการรถไฟฯ
เพราะฉะนั้น การรถไฟก็จึงต้องไปฟ้องคนที่มีชื่อในโฉนดขับไล่เขาออกต้องเป็นหลายคดี เห็นไหม มันไม่ใช่กฎหมายที่บังคับก็พูดไปเลยมันไม่เหมือนที่ดินที่เป็นที่ธรณีสงฆ์ มันต่างกัน ความเคร่งครัด ความคุ้มครองที่มีความเข้มมันต่างกันครับ
ผมก็คิดว่า ตัวเจ้ากระทรวงที่เกี่ยวข้องในเรื่องที่ดินการรถไฟฯ ก็คือกระทรวงคมนาคมและกระทรวงมหาดไทยต้องหารือกัน แล้วก็หาทางออกให้กับผู้ซื้อที่ดินตามโฉนดโดยสุจริต ถ้าตกลงกันได้ 3 ฝ่าย ฝ่ายผู้ซื้อตามโฉนด กลุ่มที่กรมที่ดินอยู่ของมหาดไทย และการรถไฟฯ ของคมนาคม วินวินและวินด้วยกันทั้ง 2 ฝ่ายได้”
สำหรับกรณีที่มีการนำเสนอข่าวว่า ศาลปกครองกลางได้วางหลักไว้ว่า การรถไฟฯ ได้ที่ดินมาโดยชอบด้วยกฎหมายทำให้ที่ดินมีสถานะเป็นสาธารณสมบัติของแผ่นดินมาแต่ต้น เอกสารสิทธิของเอกชนที่ออกภายหลังจึงออกทับที่ดินของรัฐ นั้น
กรมที่ดินขอเรียนว่า กรณีคำพิพากษาศาลปกครองกลางคดีหมายเลขแดงที่ 582/2566 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2566 ศาลได้พิพากษาว่า ให้อธิบดีกรมที่ดินตั้งคณะกรรมการสอบสวนตามมาตรา 61 วรรคสอง แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน หากผู้ถูกฟ้องคดีที่ 2 (อธิบดีกรมที่ดิน) มีคำสั่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนแล้ว และพิจารณาข้อเท็จจริงได้เป็นเช่นใด ย่อมเป็นอำนาจของอธิบดีกรมที่ดินที่จะดำเนินการมีคำสั่งตามข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตามที่เห็นสมควร อันเป็นดุลพินิจของอธิบดีกรมที่ดิน
ซึ่งศาลไม่อาจก้าวล่วงได้ เมื่อการแสวงหาข้อเท็จจริงของคณะกรรมการสอบสวนฯ ในกรณีที่ดินพิพาทเขากระโดง ซึ่งรับฟังจาก การรถไฟฯ กล่าวอ้าง คำคัดค้านของราษฎรผู้มีส่วนได้เสีย ข้อมูลทางประวัติศาสตร์ ผลการรังวัดถ่ายทอดแนวเขตที่ดิน และการตรวจสอบสภาพพื้นที่จริง ได้พยานหลักฐานที่แตกต่างกันในสาระสำคัญจากคำพิพากษาศาล
ซึ่งพยานหลักฐานของการรถไฟฯ ไม่ชัดเจนและไม่สามารถเชื่อถือได้ว่าที่ดินของการรถไฟฯ ครอบคลุมบริเวณใดบ้าง จึงไม่อาจพิสูจน์ได้ว่าหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินได้ออกทับที่ดินของการรถไฟฯ
ประกอบกับการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินเป็นไปโดยชอบด้วย ขั้นตอน ระเบียบและกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะนั้น จึงไม่มีพยานหลักฐานใดที่สามารถพิสูจน์ได้โดยชัดแจ้งว่า มีการออกหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินไปโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรมที่ดินจึงไม่อาจดำเนินการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินจำนวน 995 แปลง ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน ได้
กรณีนี้การรถไฟฯ ได้ฟ้องกรมที่ดิน ที่ 1 อธิบดีกรมที่ดิน ที่ 2 ปลัดกระทรวงมหาดไทย ที่ 3 เป็นผู้ถูกฟ้องคดีต่อศาลปกครองกลาง ในคดีหมายเลขดำที่ 395/2568 เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 ขอให้
(1) เพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินที่ให้ยุติเรื่องการเพิกถอนหนังสือแสดงสิทธิในที่ดินบริเวณเขากระโดง อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์
(2) เพิกถอนคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของปลัดกระทรวงมหาดไทยที่เห็นชอบกับคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดินและให้ยกอุทธรณ์ของการรถไฟฯ
ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลปกครองกลาง หากศาลได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดเป็นประการใด กรมที่ดินจะได้ดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษาของศาลต่อไป
2. ประเด็นที่เสนอข่าวว่า สำนักงาน ป.ป.ช. เคยส่งเรื่องให้กรมที่ดินดำเนินการเพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3546 และ 8564 นั้น ขอเรียนว่า สำนักงาน ป.ป.ช. ได้แจ้งให้กรมที่ดินพิจารณาดำเนินการ กรณี คณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้เพิกถอนโฉนดที่ดินเลขที่ 3466 และ 8564 ดังกล่าว เนื่องจากออกทับที่ดินของการรถไฟฯ ตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน และมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 แบ่งได้เป็น 2 กรณี
2.1 กรณีที่ให้กรมที่ดินเพิกถอนโฉนดที่ดินตามมาตรา 61 แห่งประมวลกฎหมายที่ดิน กรมที่ดินพิจาราณาแล้ว ที่ดินดังกล่าวไม่ใช่ที่ดินของการรถไฟฯ และการออกโฉนดที่ดินทั้งสองแปลงเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายแล้ว จึงได้พิจารณายุติเรื่องเมื่อปี พ.ศ. 2552
2.2 กรณีการดำเนินการตามมาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 ซึ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะต้องดำเนินการฟ้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอนโฉนดที่ดินดังกล่าว นั้น เมื่อปี พ.ศ. 2555
กรมที่ดินได้หารือแนวทางปฏิบัติไปยังสำนักงานอัยการสูงสุด ว่าหน่วยงานใดจะเป็นผู้มีหน้าที่ฟ้องคดีต่อศาล และการที่กรมที่ดินมีความเห็นไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินจะเป็นการขัดหรือแย้งต่อหลักการตรวจสอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. หรือไม่ ซึ่งสำนักงานอัยการสูงสุดได้แจ้งผลการพิจารณาให้ทราบว่า
เป็นหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง (การรถไฟฯ) ซึ่งเป็นผู้เสียหายหรือผู้ได้รับความเดือดร้อนจะต้องนำรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ฟ้องคดีต่อศาลที่มีอำนาจเพื่อมีคำสั่งหรือคำพิพากษาเพิกถอนโฉนดที่ดินพิพาททั้งสองฉบับดังกล่าว
สำหรับกรณีที่กรมที่ดินมีความเห็นไม่เพิกถอนโฉนดที่ดินตามมติของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่เป็นการโต้แย้งหรือขัดต่อหลักการตรวจสอบของคณะกรรมการ ป.ป.ช. เนื่องจากเหตุในการฟ้องร้องต่อศาลเป็นไปตามรายงานของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ส่วนการพิจารณาของอธิบดีกรมที่ดินเป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
"ซึ่งเป็นคนละเหตุไม่เกี่ยวข้องกัน และกรณีนี้กรมที่ดินแจ้งให้การรถไฟฯ ดำเนินการตามคำวินิจฉัยของสำนักงานอัยการสูงสุดแล้วเมื่อวันที่ 2 ตุลาคม 2555 แต่การรถไฟฯ มิได้ดำเนินการฟ้องคดีต่อศาลตามความเห็นของสำนักงานอัยการสูงสุดแต่อย่างใด"
ทั้งนี้ กรณีตามมาตรา 99 นั้น ศาลปกครองสูงสุดได้มีคำสั่ง ที่ 666/2560 เมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2560 วินิจฉัยเป็นบรรทัดฐานว่า มาตรา 99 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 บัญญัติไว้ชัดเจนว่า
ให้ประธานกรรมการ ป.ป.ช. ส่งเรื่องให้ผู้บังคับบัญชาหรือหัวหน้าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งหรือคำพิพากษาให้เพิกถอนเอกสารสิทธิ เป็นเจตนารมณ์ของกฎหมายที่ไม่ประสงค์จะให้หน่วยงานผู้ออกเอกสารสิทธิเป็นผู้ดำเนินการพิจารณาเพื่อมีคำสั่งเพิกถอนอีก
โดยให้นำคดีเข้าสู่การพิจารณาของศาลซึ่งเป็นองค์กรที่ใช้อำนาจตุลาการในการวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาท ซึ่งสอดคล้องกับคำวินิจฉัยของอัยการสูงสุดที่ให้การรถไฟฯ เป็นผู้ฟ้องคดี
"กรมที่ดินขอเรียนว่า การดำเนินการตามนัยดังกล่าวข้างต้นเป็นไปโดยชอบด้วยระเบียบ กฎหมาย เพื่อให้เกิดความถูกต้องเป็นธรรมกับผู้ที่เกี่ยวข้องทุกฝ่าย อีกทั้งปัจจุบันการรถไฟแห่งประเทศไทย ได้เป็นโจทก์ฟ้องประชาชน ที่มีชื่อถือกรรมสิทธิ์ในที่ดินบริเวณเขากระโดงจำนวน 24 คดี ประกอบไปด้วยที่ดินจำนวน 108 แปลง"
ซึ่งศาลจังหวัดบุรีรัมย์ได้มีหนังสือให้สำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ พร้อมทั้งผู้เชี่ยวชาญจากกรมแผนที่ทหารร่วมทำการรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทด้วย
เมื่อสำนักงานที่ดินจังหวัดบุรีรัมย์ ได้รายงานผลการรังวัดจัดทำแผนที่พิพาทต่อศาลจังหวัดบุรีรัมย์แล้ว ก็จะเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของศาล หากศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งเป็นประการใดย่อมผูกพันคู่ความที่จะต้องปฏิบัติตามคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลต่อไป.

