xs
xsm
sm
md
lg

เปิดด่าน-ฟื้นสัมพันธ์เขมร “ไม่มีมูลฝอย หมาไม่ขี้”

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



การที่อยู่ๆ มีการเปิดประเด็นเรื่อง “การฟื้นความสัมพันธ์ระหว่างไทย-กัมพูชา” และ “การเปิดด่านตามแนวชายแดน” ขึ้นมานั้น เป็นเรื่องที่หลายคนมองว่า “ไม่มีมูลฝอย หมาไม่ขี้” โดยเฉพาะคนที่เฝ้าติดตามสถานการณ์มาตลอดก็รับรู้ได้ถึงการโยนหินถามทางที่ถูกส่งออกมาเป็นระยะๆ

ที่สำคัญคือ นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่มีปฏิกิริยาในท่วงทำนองดังกล่าวจากฝ่ายกัมพูชา เพราะก่อนนี้เคยมีคลิปจาก“พลเอก เตีย บัณห์”ให้เห็นมาแล้ว

และเมื่อผนวกกับเมื่อนำมาเชื่อมโยงกับ “หลายสัญญาณ” ที่เกิดขึ้นอย่างแปลกๆ ก็ทำให้สามารถเชื่อมโยงอย่างเป็นเหตุเป็นผลกันได้ ด้วยในระยะหลังๆ รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลมีท่าทีที่เป็นมิตรกับกัมพูชามากขึ้น

ไม่ว่าจะเป็นการยื้อที่จะยกเลิก“บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยพื้นที่ที่ไทยและกัมพูชาอ้างสิทธิในไหล่ทวีปทับซ้อนกัน” หรือ MOU 2544 ที่เต็มไปด้วย “ความลับ ลวง พราง” ในคำประกาศแถลงนโยบายต่อรัฐสภาของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล เพราะเขียนเอาไว้ แค่ “เร่งศึกษา” แต่ไม่ “เร่งยกเลิก” ส่วน“บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบก” หรือMOU 2543 นั้น ถึงอย่างไรรัฐบาลนายอนุทินก็ไม่เลิกดังที่รับทราบกันโดยถ้วนทั่ว

ทั้งนี้ ความร้อนแรง “ขั้นสุด” ปะทุขึ้นมาในวันที่ 13 เมษายน 2569 เมื่อ“วาสนา นาน่วม”ผู้สื่อข่าวอาวุโสสายทหาร เปิดเผยผ่านรายการ “เรื่องใหญ่ Live Talk” ทาง PPTVHD36 ถึงความเคลื่อนไหวสำคัญจากฝั่งกัมพูชา โดยระบุว่า ฮุน เซน ได้ส่งสัญญาณผ่าน“ออกญา”บุคคลใกล้ชิดระดับมือขวา และเป็น “นายทุนคนสำคัญ” มาสื่อสารกับฝ่ายทหารไทยในพื้นที่

ข้อความที่ส่งผ่านออกมาระบุว่า ผู้นำกัมพูชาอ่อนลงแล้ว และแสดงความเสียใจต่อเหตุการณ์สำคัญ 2 ประเด็น ได้แก่ กรณีคลิปเสียงอังเคิล แม้จะไม่ยอมรับว่าเป็นผู้ปล่อยคลิป และเหตุปะทะตามแนวชายแดนที่ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ของประชาชนทั้งสองประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีการส่งสารถึงผู้ใหญ่ในไทยทั้งฝ่ายรัฐบาลและกองทัพ ว่าจะลดบทบาทของตนเองในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไทย และมอบหมายให้ “ฮุน มาเนต” เป็นผู้ดำเนินการแทน

พร้อมทั้งมีการร้องขอให้ไทยคืนดินแดน และให้สถานการณ์กลับไปสู่ช่วงก่อนเกิดการปะทะ ซึ่งฝ่ายทหารไทยที่เข้าร่วมพูดคุยได้ตอบกลับทันทีว่าเป็นไปไม่ได้ พร้อมย้ำว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ที่ยึดคืนมาเป็นของไทย ขณะที่บางจุดที่เป็นพื้นที่กันชน เช่น บริเวณช่องอานม้า หรือพื้นที่ที่มีปัญหากลุ่มสแกมเมอร์ อาจมีเงื่อนไขในการเจรจาแลกเปลี่ยนในอนาคต

“วาสนา” บอกด้วยว่า อีกหนึ่งข้อเสนอจากฝั่งกัมพูชา คือการขอเปิดด่านชายแดนอีกครั้ง แต่ฝ่ายไทยยืนยันชัดเจนว่าไม่มีทางและยังไม่สามารถประเมินได้ว่าจะต้องปิดด่านต่อไปอีกนานเพียงใด

ถัดจากนั้นอีกเพียงวันเดียวคือ 14 เมษายน 2569 ก็มีข่าวโหมกระพือเข้ามาตอกย้ำสถานการณ์อย่างต่อเนื่อง เมื่อมีการนำเสนอข้อมูลโดยระบุว่าออกมาจาก “แหล่งข่าวกองทัพเรือ” ที่เปิดเผยถึงกรณีกัมพูชาประสานขอเปิดด่านจันทบุรี-ตราด ซึ่งอยู่ในความรับผิดชอบของกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.)

แหล่งข่าวที่ต้องการให้ข่าวแต่ไม่ประสงค์จะออกนามระบุว่า ยังไม่ได้รับการประสานอย่างเป็นทางการจากฝ่ายกัมพูชามาที่กองทัพเรือ ซึ่งต้องผ่าน กปช.จต.ที่รับผิดชอบพื้นที่ตามลำดับขั้น ถึงกระนั้นก็ยอมรับว่าพอทราบข้อมูลมาบ้าง แต่น่าจะอยู่ระหว่างการพูดคุยในระดับพื้นที่ หากได้ข้อสรุปอย่างไร ก็จะเสนอกองทัพเรือ และกองทัพเรือจะนำเรียนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และรัฐบาลต่อไป

“กปช.จต.หรือหน่วยเฉพาะกิจนาวิกโยธินตราด คุมพื้นที่และยังยึดนโยบายรัฐบาลอย่างเคร่งครัด ซึ่งการจะเปิดด่านหรือไม่ ต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ ครอบคลุม รอบด้านเพราะเกี่ยวข้องกับหลายปัจจัยโดยเฉพาะเรื่องความมั่นคงเป็นหลัก”



เมื่อถามถึงท่าทีของกัมพูชา แสดงความจริงใจมากน้อยเพียงใด เพื่อจะนำไปสู่การเปิดด่าน แหล่งข่าวกองทัพเรือคนเดิมบอกว่า ยังสงบเงียบอยู่ อีกทั้งเรื่องดังกล่าวไม่ใช่เรื่องเร่งด่วนอะไร หากฝ่ายกัมพูชาต้องการที่จะให้มีการเปิดด่านก็ต้องเตรียมแผนงานมาเสนอฝ่ายไทยก่อน ไม่ใช่มาเร่งรัดฝ่ายไทย เพราะมีขั้นตอนเช่นเดียวกัน

ส่วน “การเปิดด่านเฉพาะกิจ” ซึ่งกัมพูชายื่นข้อเสนอมาผ่านมือขวาคนสนิทของฮุน เซนที่ว่านั้น จากการตรวจสอบในเชิงลึก ข้อมูลตรงกันว่า ด่านที่ว่านั้น “ปอยเปต”

และแน่นอนว่า เรื่องนี้ร้อนกระทั่งทำให้กองทัพเรือนั่งไม่ติด ต้องส่ง“พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์”โฆษกกองทัพเรือ ออกมายืนยันว่า กองทัพเรือไม่มีนโยบายเปิดด่านหรือช่องทางใดๆ เนื่องจากสถานการณ์ความมั่นคงยังไม่น่าไว้วางใจ เพราะฝ่ายตรงข้ามยังเพิ่มกำลังพลอย่างต่อเนื่อง

พร้อมระบุว่า หากเขมรปรารถนาสันติภาพอย่างแท้จริง ควรใช้ “ช่องทางการทูต” ที่มีอยู่ให้ถูกต้องเหมาะสม มากกว่า การออกมาพูดผ่านสื่อเพื่อปั่นกระแส

ขณะที่“พลเรือเอก ไพโรจน์ เฟื่องจันทร์”ผู้บัญชาการทหารเรือ ก็ให้สัมภาษณ์ยืนยันด้วยตัวเองว่า กองทัพเรือยึดมั่นตามนโยบายของรัฐบาลอย่างชัดเจน ซึ่งจะไม่เปิดด่านเด็ดขาด และจะไม่ยอมที่จะโอนอ่อนผ่อนตามต่อฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะมีผลประโยชน์อะไร จะไม่ยอมให้เกิดการเหตุการณ์แบบนั้นกับกองทัพเรือเด็ดขาด

ขณะเดียวกันเรื่องนี้ร้อนไปถึงฝั่งกัมพูชาเช่นกัน โดยในวันถัดมาคือวันที่ 15 เมษายน 2569 Khmer Times ระบุว่า ข่าวดังกล่าวถูกแชร์อย่างกว้างขวาง กระทั่ง“นาย เจีย ธีริทธิ์”โฆษกส่วนตัวของฮุน เซน ออกมาชี้แจงว่า ข้อมูลดังกล่าวเป็นข่าวปลอม ที่ถูกสร้างขึ้นโดยกลุ่มหัวรุนแรงในไทย โดยมีเจตนาเพื่อปลุกปั่นและสร้างความเข้าใจผิดต่อผู้นำกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้สาธารณชน รวมถึงสื่อมวลชนทั้งในและต่างประเทศ ใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสาร และหลีกเลี่ยงการเผยแพร่ข้อมูลที่ยังไม่ได้รับการตรวจสอบ เพื่อป้องกันความสับสนและผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ

แน่นอนว่า ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ต้องบากหน้าออกมาปฏิเสธ เพราะถ้าหากยอมรับแบบโต้งๆ ย่อมสร้างความโกรธเกรี้ยวให้กับคนกัมพูชาที่ถูกปลุกปั่นในเรื่องคลั่งชาติอย่างหนักมาโดยตลอด ยิ่งวันเลือกตั้งใหญ่ใกล้จะมาถึงด้วยแล้ว ตระกูลฮุนที่คะแนนนิยมตกต่ำลงอย่างมากหลังพ่ายแพ้ศึกต่อไทยย่อมต้องระมัดระวังตัว ด้วยเกรงว่า จะเกิดการพลิกผันเปลี่ยนขั้วการเมืองได้


เช่นเดียวกับ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล”นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ที่ต้องออกมาปฏิเสธในวันเดียวกันคือวันที่ 15 เมษายน 2569 ถึงกรณีกัมพูชาเรียกร้องให้มีการเปิดด่านชายแดน จ.ตราด และจ.จันทบุรี ว่า ยังไม่ได้มีการนัดพูดคุยอะไรกัน และยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้ รวมถึงยังไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องรายงาน พร้อมย้ำว่ายังไม่มีการเปิดด่าน และยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิด

ทั้งนี้ เมื่อถามว่า หากกัมพูชาจะมีการประสานมาจะต้องผ่านทางการทูตใช่หรือไม่ นายอนุทินระบุว่า ตอนนี้การทูตยังไม่มี เหลือเพียงเจ้าหน้าที่เฝ้าสถานทูต ซึ่งทุกอย่างจะต้องเริ่มเป็นขั้นตอน ก่อนที่จะถึงจุดอื่นใดจะต้องมีการเริ่มฟื้นความสัมพันธ์ พร้อมย้ำว่าขณะนี้ยังไม่มีการพูดคุยถึงจุดนั้น

กระนั้นก็ดี ถามว่า ข้อมูลเรื่องกัมพูชามีท่าที่อ่อนลงมีน้ำหนักมากน้อยเพียงใด

ถามว่า ข้อมูลเรื่องกัมพูชาต้องการให้มีการเปิดด่านชายแดนมีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

ก็ต้องตอบว่า จากการตรวจสอบข้อมูลเชิงลึกพบว่า มีน้ำหนักทั้งสองกรณี เพราะกัมพูชาได้รับผลกระทบจากการปิดด่านค่อนข้างมาก แถมที่ผ่านมาการลักลอบนำเข้าสินค้าจากไทยหรือส่งออกสินค้าเข้ามายังไทยก็มี “ค่าน้ำร้อนน้ำชามโหฬาร” เกินกว่าที่จะแบกรับได้อีกต่อไป ดังนั้น เมื่อคิดคำนวณดูแล้วการตัดสินใจยอมกลืนเลือดย่อมคุ้มค่ากว่าเยอะ

ที่สำคัญคือมีความชัดเจนว่า “ฮุน มาเนต” นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ปรับท่าทีสำคัญต่อแนวทางแก้ไขข้อพิพาทชายแดน โดยหันมาให้น้ำหนักกับการเจรจาแบบทวิภาคีกับไทย มากกว่าการเดินหน้าใช้กระบวนการผ่านศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ หรือศาลโลก

The Phnom Pehn Post สื่อมวลชนกัมพูชารายงานว่า รัฐบาลกัมพูชาได้เปลี่ยนลำดับความสำคัญในการแก้ไขปัญหาพรมแดนกับไทย จากการฟ้องศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) มาสู่การเจรจาแบบทวิภาคี

การเปลี่ยนท่าทีนี้ถูกอธิบายว่าเป็นการปรับทิศทางไปสู่ “ความอดทนเชิงยุทธศาสตร์” และ “ความเป็นจริงเชิงการทูต” โดย ฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชา ได้ชี้แจงว่า ราชอาณาจักรกัมพูชาจะมุ่งเน้นการแก้ไขข้อพิพาทชายแดนกับประเทศไทยผ่านการเจรจาโดยตรงและการเจรจาแบบทวิภาคี นับเป็นการเปลี่ยนแปลงจากท่าทีเดิม ที่เคยพูดถึงการยื่นฟ้องต่อศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) อยู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า

นอกจากนั้น แรงผลักดันสู่แนวทางทวิภาคียังมาจากการที่กัมพูชามองเห็นความสอดคล้องกับรัฐบาลไทยชุดใหม่ โดยกัมพูชาได้จับตานโยบายของรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล โดยเฉพาะข้อที่ 9 ซึ่งระบุว่าประเทศไทยจะยุติข้อพิพาทชายแดนกับกัมพูชาอย่างสันติผ่านการเจรจา

นายฮุน มาเนตระบุว่า นโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับจุดยืนของกัมพูชา ที่เรียกร้องให้แก้ไขสถานการณ์ชายแดนด้วยวิธีสันติและผ่านกรอบทวิภาคีที่มีอยู่

“เราไม่ต้องการเห็นสถานการณ์ที่ผู้คนไม่สามารถมองหน้ากันได้ไปอีกหลายชั่วอายุคน เมื่อหกเดือนก่อนพวกเขายังเป็นเพื่อนบ้านกัน แต่ตอนนี้กลับมองหน้ากันไม่ได้ อย่าให้สิ่งนี้ดำเนินต่อไป เราต้องยุติปัญหาเพื่อให้พวกเขากลับมาอยู่ร่วมกันอย่างดีอีกครั้ง” ฮุน มาเนตกล่าว

ประจักษ์พยานในเรื่องนี้ก็คือ การที่กัมพูชาทำหนังสือเชิญฝ่ายไทยประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาหรือเจบีซีระหว่างวันที่ 17-25 เมษายน

ทว่า นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ตอบปฏิเสธไปว่า ฝ่ายไทยยังไม่พร้อมด้วยประการทั้งปวง

ทั้งนี้ มีการวิเคราะห์กันว่า การเคลื่อนเกมของกัมพูชาเรื่องการประชุมเจบีซีนั้นมีเงื่อนงำในเชิงยุทธศาสตร์แอบแฝงอยู่อย่างไม่อาจมองข้ามได้ ด้วยมีผลไปถึงบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชาว่าด้วยการสำรวจและจัดทำหลักเขตแดนทางบกหรือ MOU 2543 อย่างมีนัยสำคัญ เพราะเป็นการประชุม JBC ที่เกิดขึ้นตาม MOU 2543

กล่าวคือถ้าประชุม JBC ก่อนยกเลิก MOU 43 สิทธิของไทยในการยกเลิก MOU ฝ่ายเดียวเพราะกัมพูชาละเมิดร้ายแรงจะสิ้นสุดลงทันที ตามมาตรา 45 อนุสัญญาเวียนนา

ดังนั้น การตัดสินใจอะไรจึงจำต้องรอบคอบและทันต่อเล่ห์เหลี่ยมของกัมพูชาที่ใช้กับฝ่ายไทยมาอย่างต่อเนื่อง

ทว่า ก็เป็นเรื่องที่แปลกประหลาดว่า ทำไมรัฐบาลนายอนุทินถึงได้ยึดมั่นถือมั่นไม่ยอมเลิก MOU 2543 เสียทีทั้งๆ ที่เห็นได้ชัดว่า กัมพูชาใช้ประโยชน์จากบันทึกความเข้าใจฉบับนี้มาโดยตลอด และที่ผ่านมารัฐไทยก็พลาดในแง่มุมทางกฎหมายตลอดจนทำให้เสียปราสาทพระวิหารมาแล้ว

สิ่งที่ต้องแสวงหาความจริงกันต่อไปคือ รัฐบาลนายอนุทินเห็นดีเห็นงามกับการเปิดด่านและการฟื้นความสัมพันธ์กับฝ่ายกัมพูชาหรือไม่ อย่างไร

เมื่อวิเคราะห์กันในเบื้องลึก ก็ต้องยอมรับว่า น่าจะมีทัศนคติไปในเชิงบวกมากกว่า เพียงแต่ว่า เรื่องนี้ไม่อาจดำเนินงานด้วยความผลีผลามเพราะเป็นประเด็นที่มีความอ่อนไหวต่อความรู้สึกของประชาชนคนไทย ซึ่งกระทบต่อเสถียรภาพของรัฐบาลอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดก็คือ ทันทีที่มีกระแสข่าวทั้งสองเรื่องออกมา เสียงก่นด่าจากประชาชนคนไทยก็พรั่งพรูออกมาอย่างไม่ขาดสายในทุกช่องทาง ด้วยรับไม่ได้กับชีวิตของทหารและประชาชนที่ต้องสูญเสียไปในการทำสงครามกับกัมพูชา พร้อมกับทวงถามเรื่องการสร้างรั้วแนวพรมแดนว่าจะทำเสร็จกี่โมง

หรือการที่กองทัพเปิดให้ประชาชนเข้าชม “ปราสาทตาควาย” และ “เนิน 350” ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ซึ่งมีผู้คนแห่แหนเข้าชมเป็นจำนวนมากจนรถติดยาวเหยียดท่ามกลางอากาศที่ร้อนระอุและแม้จะต้องจอดรถข้างทางเพื่อเดินเท้าเข้าไปรอคิวกว่า 2 กม.ก็ตามที แสดงให้เห็นว่า คนไทยมีความรู้สึกอย่างไรต่อสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา

เอาเป็นว่า คงต้องติดตามสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชากันต่อไปแบบไม่กระพริบตา แต่ที่แน่ๆ คงไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับรัฐบาลนายอนุทินที่จะกล้าตัดสินใจในเรื่องนี้ อย่างน้อยๆ ก็ในช่วงระยะเวลาอันใกล้ เพราะถ้าดันทุรัง รับรองว่า “รัฐบาลพังร้อยเปอร์เซ็นต์” แน่นอน.