เพจปราชญ์ สามสี ออกโรงฉะ 'อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์' หลังหยิบยกเหตุการณ์ 2475 และ 6 ตุลา มาเปรียบเทียบปมปอเนาะ ชี้ชัดเป็นเพียงวาทกรรมเบี่ยงประเด็นความมั่นคง พร้อมจี้สังคมหยุดโวยวายเรื่อง 'เหมารวม' แต่ให้กลับไปตรวจสอบ 'ตัวบุคคล-เนื้อหา' ที่ใช้ล้างสมองเด็กในสถานศึกษาแทน"
เมื่อวันที่ 17 เม.ย. เพจ "ปราชญ์ สามสี" ออกมาโพสต์ข้อความมองว่าการที่นายอารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ ยกเหตุการณ์ 2475 และ 6 ตุลา มาเปรียบเทียบเพื่อตอบโต้แม่ทัพภาคที่ 4 นั้น เป็นเพียงการใช้วาทกรรมทางการเมืองเพื่อเบี่ยงประเด็นความมั่นคงในปัจจุบัน ชี้ การยกประวัติศาสตร์มาเปรียบเทียบไม่ควรถูกใช้เพื่อกลบปัญหาการปลูกฝังแนวคิดอันตรายในสถานศึกษา สิ่งที่ต้องตรวจสอบคือ "ตัวบุคคลและเนื้อหา" ที่ใช้สอน ไม่ใช่การตีตราหรือปกป้องสถาบันในภาพรวม ทั้งนี้ ทางเพจได้ระบุข้อความว่า
"ยก 2475 กับ 6 ตุลา มาเทียบ ก็ยังหนีไม่พ้นคำถามเดิม: ใครกำลังใช้สถานศึกษาปลูกฝังความคิดอันตราย
จากกรณีที่นายกองตรี อารีเพ็ญ อุตรสินธุ์ อดีต สส.นราธิวาส ออกมาสื่อสาร โดยระบุว่า "หาก รร.ปอเนาะ เป็นแหล่งบ่มเพาะแบ่งแยกดินแดน กองทัพบกก็เป็นแหล่งบ่มเพาะความคิดเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิ.ย. 2475 มั้ยครับ ??และสถาบัน ธรรมศาสตร์ และ จุฬาก็เป็นแหล่งบ่มเพาะคอมมิวนิสต์6 ตุลาคม 2519 มั้ยครับ!!?”
ตอบโต้กรณีแม่ทัพภาคที่ 4 กรณีกล่าวพาดพิงถึงปอเนาะและตาดีกาในบริบทความมั่นคงนั้น ข้าพเจ้าเห็นว่าการถกเถียงเรื่องนี้ต้องกลับมาตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงของปัญหาในพื้นที่ก่อน ไม่ใช่รีบปั้นวาทกรรมกลบสาระ เพราะแม่ทัพภาคที่ 4 ชี้แจงกับไทยพีบีเอสชัดแล้วว่าไม่ได้หมายถึงปอเนาะหรือโรงเรียนตาดีกาทั้งหมด แต่กล่าวถึงปอเนาะเพียงบางแห่งและครูบางคนที่ถ่ายทอดความคิดผ่านอคติส่วนตัว พร้อมเสนอให้รัฐเข้าไปกำกับดูแลในจุดเสี่ยง ไม่ใช่เหมารวมทั้งระบบ
“เอาให้สั้นที่สุดในเหตุการณ์ 24 มิถุนา 2475 กับ 6 ตุลา 2519 ไม่ได้ปะทุขึ้นจากสุญญากาศ แต่งอกมาจากการปลูกฝังความคิดของคนบางกลุ่มที่ใช้บทบาทครูและนักวิชาการบิดเบือนข้อมูล จนทำให้ผู้คนจำนวนหนึ่งเข้าใจผิด และถูกผลักเข้าสู่ความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรง”
ถ้าเอาให้ชัด "อดีตนักศึกษาหัวนอก รับเอาอิทธิพล ของคอมมิวนิสต์จากตะวันตกแล้วนำเข้ามาเคลื่อนไหวก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลันในประเทศไทย...แบบเอาแต่ใจ อยากให้ประเทศหมุนไปตามความต้องการของตนเอง..!"
ดังนั้น ประเด็นสำคัญจึงไม่ควรตีตราสถาบันใดทั้งสถาบัน แต่คือจะกล้ายอมรับหรือไม่ว่า ทุกสถาบันมีทั้งคนดีและคนไม่ดีปะปนกันได้เสมอ และอันตรายจะเกิดทันทีเมื่อมีคนบางกลุ่มหรือบางเครือข่ายเอาข้อมูลบิดเบือน เอาแนวคิดที่เป็นปฏิปักษ์ต่อรัฐ หรือเอาความคับแค้นทางการเมืองไปยัดใส่หัวเด็กผ่านพื้นที่การศึกษา ไม่ว่าจะเป็นปอเนาะ โรงเรียนทั่วไป มหาวิทยาลัย หรือแม้แต่หน่วยงานของรัฐเองก็ตาม เพราะฉะนั้น สิ่งที่ต้องตรวจสอบไม่ใช่แค่ป้ายชื่อสถาบัน แต่คือคนที่ยืนสอนอยู่หน้าชั้น และเนื้อหาที่กำลังถูกใช้เป็นเครื่องมือปลูกฝังความคิดผิด ๆ ให้เยาวชน
เพราะฉะนั้น การที่อีกฝ่ายรีบยกเหตุการณ์ 2475 หรือประวัติศาสตร์ความเคลื่อนไหวในมหาวิทยาลัยมาเปรียบเทียบ จึงไม่ได้ทำให้ข้อถกเถียงนี้สูงส่งขึ้นเลย ตรงกันข้าม มันกลับยิ่งสะท้อนความพยายามเบี่ยงประเด็นจากปัญหาความมั่นคงร่วมสมัยไปสู่การเล่นการเมืองเชิงสัญลักษณ์เสียมากกว่า คำถามที่สังคมควรถามวันนี้ไม่ใช่ว่าใครจะชนะวาทกรรม แต่คือมีใครกำลังใช้สถานศึกษาเป็นฐานปลูกฝังความคิดอันตรายอยู่หรือไม่ และมีใครบางคนกำลังปกป้องคนเหล่านั้นด้วยการโวยวายเรื่อง “เหมารวม” เพื่อกันไม่ให้สังคมแตะต้องต้นตอของปัญหาหรือเปล่า นี่ต่างหากคือคำถามที่ต้องตอบให้ตรง ไม่ใช่เอาประวัติศาสตร์มาบดบังความจริงที่กำลังเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตา
ไอ้สันดาน"

