xs
xsm
sm
md
lg

จับตาสหรัฐฯ ลุกฮือต้าน AI จากเลิกใช้ ChatGPT ถึงเหตุปาระเบิดบ้าน Sam Altman

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



รวมกระแสวิกฤตศรัทธาปัญญาประดิษฐ์ (AI) ปะทุในสหรัฐฯ จากคนแห่เลิกใช้แชตจีพีที (ChatGPT) หลังดีลลับกับกองทัพ สู่การลุกฮือต้านดาต้าเซ็นเตอร์ ก่อนบานปลายถึงขั้นปาระเบิดบ้านซีอีโอ OpenAI

ทั้งหมดเป็นสัญญาณเตือนถึงความไม่พอใจของประชาชนอเมริกันบางกลุ่ม ที่อุตสาหกรรมเทคโนโลยีไม่อาจนิ่งเฉยได้อีกต่อไป

***ไม่ทนแล้ว! ไทม์ไลน์ดีลลับทำประชาชนหวั่นใจ

ย้อนไปเมื่อต้นเดือนมีนาคม 2569 เมื่อ OpenAI บริษัทผู้พัฒนา ChatGPT ซึ่งมีผู้ใช้งานทั่วโลกกว่า 900 ล้านคน ประกาศเซ็นสัญญากับกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ (Pentagon) เพื่อนำ AI ไปใช้งานในเครือข่ายลับของกองทัพ

สัญญานี้เกิดขึ้นหลังจาก Anthropic บริษัทคู่แข่งที่พัฒนา Claude ปฏิเสธข้อเสนอเดียวกัน โดยอ้างเหตุผลเรื่องค่านิยมประชาธิปไตยและไม่ต้องการให้ AI ถูกนำไปใช้ในงานสอดแนมภายในประเทศหรืออาวุธอัตโนมัติเต็มรูปแบบ

ปฏิกิริยาตอบโต้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ภายในไม่กี่วัน เว็บไซต์ QuitGPT ซึ่งเป็นแคมเปญ boycotts ได้รับการลงชื่อจากผู้ใช้กว่า 2.5 ล้านคนทั่วโลกที่ประกาศเลิกใช้ ChatGPT โดยอ้างว่าไม่ต้องการสนับสนุนบริษัทที่ “เปิดทาง” ให้ AI เข้าไปเกี่ยวข้องกับการทหาร

ข้อความบนเว็บไซต์ QuitGPT.org เชิญชวนให้เลิกใช้งาน เว็บไซต์ ChatGPT
เวลานั้น ข้อมูลจาก Sensor Tower ระบุว่า การถอนการติดตั้งแอป ChatGPT ในสหรัฐฯ พุ่งสูงขึ้น 295% ในวันเดียว ขณะที่ Claude จาก Anthropic พุ่งขึ้นอันดับ 1 ในชาร์ต App Store ของ Apple แทนที่ ChatGPT ทันที

Sam Altman ซีอีโอ OpenAI ออกมายอมรับภายหลังว่าบริษัทไม่ควรรีบเร่งประกาศข้อตกลงนี้ในวันศุกร์ที่ 27 กุมภาพันธ์ 2569 และเผิดเผยว่าบริษัทได้เร่งแก้ไขสัญญาโดยเพิ่มข้อห้ามชัดเจนเรื่องการใช้ AI สำหรับการสอดแนมมวลชน (mass surveillance) และจำกัดการนำไปใช้โดยหน่วยงานเฉพาะทาง

อย่างไรก็ตาม ความเสียหายต่อภาพลักษณ์ของ OpenAI เกิดขึ้นแล้ว และกลายเป็นจุดเริ่มต้นของกระแสต่อต้านที่ลุกลามกว้างขึ้น

***จากตัดใจเลิกใช้ สู่แรงต้านโครงสร้างพื้นฐาน

เข้าสู่เดือนเมษายน 2569 กระแสต่อต้านไม่ได้หยุดอยู่เพียงการถอนตัวของผู้ใช้ แต่เริ่มกลายเป็นการกระทำที่รุนแรงขึ้น

เมื่อวันที่ 11 เมษายน ชายวัย 20 ปี ชื่อ Daniel Moreno-Gama จากเท็กซัส ขว้างระเบิด Molotov cocktail เข้าไปที่บ้านมูลค่า 27 ล้านดอลลาร์ของ Sam Altman ในย่าน Pacific Heights เมืองซานฟรานซิสโก ทำให้เกิดไฟไหม้ที่ประตูรั้วบ้าน ตำรวจพบแถลงการณ์ต่อต้าน AI ที่ระบุถึง “การสูญพันธุ์ของมนุษยชาติ” จากเทคโนโลยีนี้

ไม่กี่วันต่อมา เกิดเหตุยิงกระสุนปืนกว่า 12 นัดเข้าไปที่บ้านของสมาชิกสภาเทศบาลในอินเดียนาโพลิส พร้อมโน้ตข้อความ “No Data Centers” วางไว้หน้าบ้าน

จากประมาณการจากลายเซ็นบนเว็บไซต์ QuitGPT.org รวมถึงจำนวนการแชร์บนโซเชียลมีเดีย และข้อมูลการใช้งานแอปที่เชื่อถือได้ พบว่ามีผู้ใช้กว่า 4 ล้านคนที่เข้าร่วมการต่อต้าน ChatGPT
เหตุการณ์เหล่านี้สะท้อนถึงความไม่พอใจที่สะสมมานานในชุมชนชนบทของอเมริกา โดยเฉพาะโครงการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่าหลายพันล้านดอลลาร์ที่บริษัทเทคใหญ่กำลังผลักดันเพื่อรองรับการฝึกฝนโมเดล AI ซึ่งกินไฟฟ้าและน้ำมหาศาล ส่งผลกระทบต่อโครงข่ายไฟฟ้าและทรัพยากรน้ำในพื้นที่แห้งแล้ง

อีกตัวอย่างที่ชัดเจนเกิดขึ้นในเมืองเล็กๆ รัฐมิสซูรี เมื่อประชาชนลงคะแนนไล่สมาชิกสภาเมืองเกือบครึ่งออกจากตำแหน่งในกลางเดือนเมษายน 69 หลังจากที่สภาเคยอนุมัติดีลสร้างดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่า 6 พันล้านดอลลาร์

ข้อมูลจากกลุ่มเฝ้าระวังระบุว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โครงการดาต้าเซ็นเตอร์มูลค่ากว่า 1.8 หมื่นล้านดอลลาร์ถูกเกียร์ว่าง และอีก 4.6 หมื่นล้านดอลลาร์เกิดหยุดชะงัก เนื่องจากการคัดค้านจากชุมชนท้องถิ่น มีกลุ่มเคลื่อนไหวอย่างน้อย 142 กลุ่มใน 24 รัฐที่กำลังรวมตัวต่อต้าน

***วงการ AI เสียงแตก

เมื่อหันมามองที่ท่าทีของคนในอุตสาหกรรม AI เรื่องราวกลับยิ่งอยู่ในสถานการณ์ซับซ้อนกว่าเดิม เพราะ Dario Amodei ซีอีโอ Anthropic ออกมาย้ำต่อสาธารณชนว่า AI เป็นความเสี่ยงใหญ่ต่อสังคมและต้องควบคุมอย่างเข้มงวด

ทัศนคตินี้สวนทางกับ OpenAI ภายใต้ Sam Altman ที่ยังคงมั่นใจในภารกิจ โดย Altman โพสต์ภาพลูกชายวัย 1 ขวบเพื่อเรียกร้องให้คนหยุดกระทำรุนแรง และยืนยันว่า “เราภูมิใจที่กำลังทำภารกิจให้สำเร็จ”

ก่อนหน้านั้น OpenAI ยังซื้อกิจการบริษัทพอดแคสต์ธุรกิจเทคโนโลยีเพื่อพยายามควบคุมการเล่าเรื่อง OpenAI ให้สาธารณชนฟัง ขณะที่สื่ออย่าง The New Yorker ได้เผยแพร่บทความที่โจมตี Altman โดยนิยามว่า Altman เป็นนักโกหกโรคจิต หรือ pathological liar

บทความโจมตี Sam Altman ของ The New Yorker
The New Yorker ฉบับวันที่ 13 เมษายน 2569 เผยแพร่บทความของ Ronan Farrow และ Andrew Marantz ชื่อ “Sam Altman May Control Our Future—Can He Be Trusted?” โดยบรรยาย Sam Altman ด้วยคำที่หนักและตรงไปตรงมา มีการอ้างคำพูดจากอดีตเพื่อนร่วมงานและบอร์ด OpenAI ที่ใช้คำว่าโรคจิตขี้โกหก (sociopath and a liar) โดยเฉพาะการโกหกซ้ำ ๆ ทั้งเรื่องความปลอดภัยของ AI การเมืองภายในบริษัท และการตัดสินใจต่าง ๆ ที่ทำให้หลายคนใน OpenAI ไม่ไว้ใจ Sam Altman ซึ่ง Altman เองก็เรียกบทความนี้ว่า incendiary article บทความที่ก่อให้เกิดความวุ่นวาย และหลังจากนั้นไม่กี่วัน ก็มีคนขว้างระเบิด Molotov cocktail มาที่บ้านจริง ๆ

ไม่ว่าความไม่เชื่อมั่นในตัว Altman จะลุกลามจากวงในบริษัท กลายเป็นวงนอกสังคมหรือไม่ แต่สิ่งที่แน่นอนคือกระแสต่อต้าน AI ที่ไม่ปลอดภัย ทั้งหมดนี้เป็นบทเรียนสำคัญว่า เทคโนโลยีที่ทรงพลังย่อมมาพร้อมกับความรับผิดชอบ หากไม่คำนึงถึงผลกระทบทางสังคม จริยธรรม และสิ่งแวดล้อม อาจนำไปสู่การสูญเสียความเชื่อมั่นจากประชาชนในที่สุด

และในขณะที่บริษัทเทคยักษ์ใหญ่ยังคงลงทุนมหาศาลใน AI วงการธุรกิจไทยอาจต้องจับตาดูว่าการปฏิวัติของ AI จะนำพาประโยชน์มาสู่สังคมจริงหรือไม่ หรือจะกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ที่จุดชนวนความขัดแย้งเหมือนที่เกิดขึ้นในสหรัฐฯ ตอนนี้.