xs
xsm
sm
md
lg

ย้อนดูคำวินิจฉัยศาล รธน.สอยเก้าอี้ 'ศักดิ์สยาม' ป.ป.ช.กำลังทำลายหลักการ

เผยแพร่:   ปรับปรุง:



ป.ป.ช.ยกคำร้องคดีหุ้นศักดิ์สยาม สวนทางคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ชี้ว่าผิดจนพ้นตำแหน่ง เกิดคำถามถึงการทำลายหลักการและสั่นคลอนบรรทัดฐานการตรวจสอบขององค์กรอิสระ

กรณีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช. วินิจฉัยยกคำร้องคดีที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถูกกล่าวหาว่าซุกหุ้นหรือถือหุ้นแทน (นอมินี) ในหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และแจ้งบัญชีทรัพย์สินอันเป็นเท็จ ถือว่าเป็นเรื่องที่สร้างแรงสั่นสะเทือนพอสมควร เพราะการตัดสินใจของป.ป.ช.ในเรื่องดังกล่าวเป็นการกระทำที่สวนทางกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญอย่างสิ้นเชิง

ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้ คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 ส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยามสิ้นสุดลง เนื่องจากมีพฤติการณ์ถือหุ้นผ่านบุคคลอื่น อันขัดต่อรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 187 ซึ่งกำหนดห้ามรัฐมนตรีเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในกิจการเอกชน เว้นแต่จะโอนให้บุคคลหรือนิติบุคคลจัดการทรัพย์สิน และต้องไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ

สาระสำคัญของคำวินิจฉัยอยู่ที่แนวทางการพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญไม่ได้ยึดเพียงรายชื่อผู้ถือหุ้นตามเอกสาร แต่ตรวจสอบลึกไปถึงเส้นทางการเงิน ซึ่งพบธุรกรรมเงินจำนวน 35 ล้านบาทที่มีการโอนหมุนเวียนกลับไปยังต้นทางภายในเวลาไม่ถึง 10 นาที จนศาลเห็นว่าไม่ใช่ธุรกรรมปกติทางธุรกิจ แต่เป็นการสร้างหลักฐานให้ดูเสมือนมีการซื้อขายจริง

ขณะเดียวกัน คำชี้แจงเรื่องการชำระหนี้เงินกู้จำนวน 40 ล้านบาทก็ไม่เป็นที่รับฟัง เนื่องจากไม่ปรากฏหลักฐานการโอนเงินจริงในอดีต และงบการเงินของบริษัทไม่สอดคล้องกับข้ออ้างดังกล่าว

ทั้งนี้ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญยังสะท้อนเจตนารมณ์ของมาตรา 187 ที่มุ่งป้องกันการขัดกันแห่งผลประโยชน์ของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง พร้อมวางบรรทัดฐานสำคัญ เช่น การใช้บุคคลอื่นถือหุ้นไม่อาจปกปิดความเป็นเจ้าของที่แท้จริงได้ ความรับผิดครอบคลุมถึงบุคคลในครอบครัว และการยกระดับมาตรฐานจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่ง

คำวินิจฉัยของ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 1/2567 จึงถือเป็นหมุดหมายสำคัญ สะท้อนแนวทางการตรวจสอบเชิงรุกที่ให้ความสำคัญกับข้อเท็จจริงเชิงลึก โดยเฉพาะการตรวจสอบเส้นทางการเงินอย่างละเอียด ซึ่งกลายเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบเพื่อสร้างความโปร่งใสในระยะยาว