รัฐบาลเสียงแตกปม พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้าน เอกนิติ-ปกรณ์ยังเห็นต่าง ฝ่ายค้านดาหน้าถล่มยับ ชี้เสี่ยงทำสถานะการคลังพัง ขัดวินัยการคลังร้ายแรง
ภายหลังมีข่าวออกมาว่ารัฐบาลเตรียมพิจารณาดำเนินการตราพระราชกำหนดเพื่อให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤติการณ์ที่อาจเกิดขึ้น พร้อมกับท่าทีของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยที่ยอมรับถึงการเตรียมขยายเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเพิ่มขึ้นจากปัจจุบันกำหนดไว้ที่ 70% ทำให้เกิดเสียงวิจารณ์ถล่มรัฐบาลพอสมควร
นายกรณ์ จาติกวณิช ส.ส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความแสดงความคิดเห็นว่า ตามที่รัฐบาลระบุว่าต้องเตรียมเงินทุนเพื่อนำมาฟื้นฟูเศรษฐกิจจากภาวะวิกฤตพลังงานที่กำลังเกิดขึ้น รวมถึงต้องเตรียมการรองรับวิกฤตการณ์อื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและไม่สามารถคาดเดาได้ ขอบอกเลยว่าถ้าออกมาอย่างนี้ ประชาธิปัตย์เราไม่ปล่อยผ่านง่ายๆ แน่นอน โดยเฉพาะหากจะออกพระราชกำหนดกู้นี้ รัฐบาลจะต้องขยับเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เพิ่มขึ้นอีกด้วย และ พรบ.งบประมาณปกติของปี 70 ที่รัฐบาลจัดทำอยู่ ก็ยังเหลือเพดานเงินกู้อยู่ถึง 100,000 ล้านบาท รัฐธรรมนูญ มาตรา 172 ระบุว่า การออก พรก. กู้เงินต้องมีความจำเป็นเร่งด่วนอันมิอาจหลีกเลี่ยงได้ เท่านั้น รัฐบาลต้องระวัง อย่าขัดกับทุกคำกล่าวเรื่องของวินัยการคลังที่ท่านรองนายกฯ เอกนิติได้เคยพูดมา
นายอนุสรณ์ ธรรมใจ ส.ส. กทม. พรรคประชาชน ระบุว่า ความเสี่ยงทางการคลังเพิ่มขึ้นหากรัฐบาลวางแผนจะออกพระราชกำหนดเงินกู้อีก 5 แสนล้านบาท และต้องขยายเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีเป็น 75% รวมทั้งต้องค้ำประกันเงินกู้อีก 1.5 แสนล้านบาทให้กับกองทุนน้ำมัน สถานการณ์ทางการคลังดังกล่าว สะท้อนว่า ประเทศมีความเสี่ยงและข้อจำกัดมากขึ้นในเรื่องฐานะทางการคลัง การดำเนินนโยบายและกำกับการบริหารทางการคลังและหนี้สาธารณะต้องมียุทธศาสตร์ เป้าหมาย เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงานและวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจให้ดีขึ้น การดำเนินการต่างๆ ต้องระมัดระวัง รอบคอบ รัดกุมและเปิดให้เกิดการมีส่วนร่วมของรัฐสภาที่เป็นผู้แทนของประชาชนได้ทำหน้าที่ การจะกู้เงินเพิ่มหรือก่อหนี้สาธารณะเพิ่มอีก 5 แสนล้านบาทและการขยับเพดานหนี้สาธารณะควรทำเป็นพระราชบัญญัติ เพื่อให้ผ่านรัฐสภา ไม่ใช่ พระราชกำหนด ส่วนมาตรการเร่งด่วนในการช่วยเหลือประชาชนสามารถใช้งบกลางปี 2569 ก่อนโดยตัดลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นลงให้มากที่สุด
การขยับเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีควรเป็นทางเลือกสุดท้าย หากไม่สามารถทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้ตามเป้าหมาย ไม่สามารถปรับลดงบประมาณได้ และ ต้องพยายามลดการทุจริตคอร์รัปชันรั่วไหลในระบบงบประมาณไทยที่มักเกิดขึ้นในระดับ 200,000-300,000 ล้านบาทโดยเฉลี่ย หากสามารถอุดการรั่วไหลและป้องปรามการทุจริตคอร์รัปชันถอนทุนได้สักครึ่งหนึ่งของเม็ดเงินที่หายไปจากระบบ ความจำเป็นในการขยับเพดานสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อจีดีพีก็ลดลง โดยการเพิ่มเพดานจะทำให้เกิดความเสี่ยงในการที่ประเทศไทยจะถูกปรับลดอันดับเครดิตและความน่าเชื่อถือได้ในอนาคต
ขณะที่ ท่าทีของฝ่ายรัฐบาลต่อเรื่องการตราพระราชกำหนดยังมีความสับสนพอสมควร เนื่องจากนายปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย ยืนยันว่า รัฐบาลกำลังพิจารณาดำเนินการออก พ.ร.ก.กู้เงิน วงเงิน 500,000 ล้านบาท เพื่อเตรียมความพร้อมรองรับวิกฤตการณ์ที่อาจเกิดขึ้น ภายหลังสถานะเงินคงคลังในปัจจุบันมีค่อนข้างน้อยและมีความตึงตัว ขณะที่ประเทศกำลังเผชิญความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะปัจจัยภายนอกที่คาดการณ์ได้ยาก แต่นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกฯ และ รมว.การคลัง กลับระบุว่ายังไม่จำเป็นต้องออกพระราชกำหนด
นายปกรณ์ กล่าวว่า การออก พ.ร.ก.กู้เงินต้องดำเนินการภายหลังจากที่มีการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% ในปัจจุบัน ซึ่งปัจจุบันหนี้อยู่ที่ประมาณ 66% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยมีความจำเป็นต้องขยายเพดานขึ้นไป ส่วนจะเป็นเท่าไหร่นั้น กระทรวงการคลังจะสรุปเพดานอีกทีเพื่อรองรับวงเงินกู้ใหม่ เนื่องจากพื้นที่ทางการคลังในปัจจุบันเริ่มมีจำกัด
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.การคลัง กล่าวว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรีวันที่ 21 เม.ย. กระทรวงการคลังจะยังไม่มีการเสนอให้พิจารณาโครงการคนละครึ่ง พลัส เฟส 2 เนื่องจากยังมีรายละเอียดต่าง ๆ ที่ต้องพิจารณาเพิ่มเติม โดยเฉพาะเรื่องแหล่งเงินงบประมาณที่จะนำมาใช้ดำเนินการ ซึ่งคาดว่าจะเร่งสรุปเพื่อเสนอให้ ครม. พิจารณาได้เร็ว ๆ นี้ สำหรับกรณีที่รัฐบาลอยู่ระหว่างการพิจารณาออกพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) กู้เงิน วงเงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อรองรับวิกฤติการณ์ที่ซ้ำซ้อนนั้น จะมีการหารือร่วมกับนายปกรณ์ เพื่อพิจารณาถึงความจำเป็นว่าจะต้องมีการออก พ.ร.ก. กู้เงินดังกล่าวหรือไม่ โดยต้องมีการพิจารณาในเรื่องของกฎหมายเป็นสำคัญว่าเป็นอย่างไร
นายเอกนิติ ย้ำว่า เข้าใจว่าเรื่องนี้ในมุมกฎหมายอาจจะต้องเตรียมตัวไว้ก่อน แต่ในมิติของความจำเป็นในเรื่องนี้จะต้องดู 2 เรื่องควบคู่ ทั้งความจำเป็นเรื่องกฎหมาย และความจำเป็นในการใช้เงิน วันนี้คือต้องสรุปให้ชัดก่อน ต้องดูความสมดุล ความบาลานซ์ทุกมิติ ซึ่งมองว่าการกู้ หรือไม่กู้ไม่สำคัญเท่ากับการกู้แล้วเอาเงินไปทำอะไร และหากกู้ต้องกู้แบบมีกลยุทธ์ โดยได้ให้นโยบายชัดว่าถ้าจะกู้ต้องชัดเจนว่ากู้แล้วเอาไปทำอะไร เช่น กู้ไปดูแลกลุ่มเปราะบาง เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้ได้รับการยอมรับจากไอเอ็มเอฟ และธนาคารโลก

